ภาพจำของพาที สารสิน ในสายตาของคนส่วนใหญ่อาจจะคิดถึงคนปลุกปั้นสายการบินนกแอร์ ให้แจ้งเกิดในธุรกิจ Low Cost Airline
แต่ความเป็นจริง พาทีเริ่มต้นการทำงานเป็นนักโฆษณาสายครีเอทีฟ ในเอเจนซี่ระดับโลกมาก่อน ตำแหน่งสุดท้ายของพาทีในแวดวงโฆษณา คือกรรมการผู้จัดการ BATES Advertising (ในขณะนั้น)
โดยผลงานโฆษณาที่เป็น Talk of The Town ของพาที แคมเปญหนึ่งก็คือ การจับมือกับ Carat Media เปิดตัว dtac ซึ่งเป็นแคมเปญโฆษณาที่ใช้การยิงโฆษณาตัวอย่างแบบถี่ยิบทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อกลางแจ้ง ฯลฯ ตลอดระยะเวลา 9 วัน เรียกว่าปูพรมยิงโฆษณาจนชาวต่างชาติ คิดว่า จะมีเลือกตั้ง เพราะไม่คิดว่าแบรนด์จะทำแคมเปญโฆษณาที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
จากคนโฆษณา พาทีข้ามห้วยมาเป็น “กัปตันดุ๋ง” เพื่อก่อตั้งสายการบิน Low Cost อย่าง “นกแอร์” และสามารถแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวได้ในที่สุด
พาที ออกจากนกแอร์ในปี 2017 โดยไปรับเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทชั้นนำหลายแห่ง ก่อนจะ กลับมาสวมหมวกกัปตันอีกครั้งในตำแหน่ง CEO Really Cool Airlines สายการบิน Full Service น้องใหม่ที่ เตรียมจะเปิดให้บริการในต้นปีหน้า
การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในวัย 60 ปีครั้งนี้จึงมีความน่าสนใจไม่น้อย...
BrandAge มีโอกาสได้พูดคุยกับพาทีถึงที่มาและแนวคิดในการทำสายการบินในยุค Post COVID-19 ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทสัมภาษณ์นี้

พาที เริ่มต้นการสนทนาด้วยการอัพเดทหน้าที่การงานหลังออกจากนกแอร์ให้ฟังว่า มีไปเปิดบริษัท ที่ทำธุรกิจด้าน Online Travel Agency โดยมีฐานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
“ที่เลือกสิงคโปร์เป็นฐานเพราะจะขยายเป็น Global ได้ง่าย เราเตรียมตัวเปิดธุรกิจแบบใช้ เทคโนโลยีใหม่ ไอเดียใหม่ มองตลาดเป็น Niche Market ในเชิงของ Experience Driven ตอนนั้น จริงๆ ตั้งชื่อว่า นกเวย์ไว้ เพราะว่าเป็นไอเดียที่เราคิดมาจากนกแอร์สมัยนั้น
แต่เทคโนโลยีบางส่วนใช้เวลานาน ระหว่างนั้นก็มาเปิด Really Cool ที่เมืองไทยเพื่อเน้นทำ Medical Tourism โดยมีไปเปิดบริษัทที่เมืองเซี่ยงไฮ้กับเพื่อนที่ประเทศจีน เพื่อที่จะเอาคนจีนมาเที่ยว เมืองไทย โดยร่วมมือกับทางกลุ่ม BDMS นั่นคือตอนที่เริ่มตั้งต้นขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวจากไอเดีย ซึ่งจริงๆ กำลังจะเริ่มแล้ว แต่ COVID-19 มาพอดี จบเลย ปิดรายการเลย”
เมื่อ COVID-19 ทำให้แผนงานที่วางไว้ทุกอย่างหยุดชะงักลง พาทีกล่าวยอมรับตรงๆ ว่า ช่วงเวลา ดังกล่าวว่างงานจริงๆ จนในที่สุดก็มีโอกาสได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับทาง Thai Air Asia X ที่กำลังปรับปรุง โครงสร้างบริษัท
“Thai Air Asia X มีเครื่องบิน 15 ลำที่จอดนิ่งเลย ตอนแรกก็ให้ไปเป็นที่ปรึกษาแล้วช่วยเจรจา หาคนมาในเรื่องต่างๆ เช่น หาคนมาเช่าเครื่องบิน แต่ค่าตัวปรึกษาพวกนี้แพงมาก ก็เลยบอกว่าเอา แบบนี้ไหม เดี๋ยวช่วยทำให้ดีกว่า ราคาก็ถูกกว่า มีดึงเพื่อนที่เป็นฝรั่งมาช่วยอีกคนหนึ่งก็ทำจนสำเร็จ สามารถลดต้นทุนไปได้ 30-40%
ในขณะเดียวกัน เราก็เริ่มมองเห็นตลาดว่าเราสามารถทำธุรกิจในช่วง COVID-19 ได้ คือทำ Cargo ก็คิดกับพวกที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเวชภัณฑ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ ก็เริ่มเจรจาจนได้ลูกค้า มีจากสวิตเซอร์แลนด์และหลายประเทศ ตอนนั้นก็มีรายได้จาก Cargo เป็นเรื่องเป็นราว แต่ในที่สุด แล้ว พี่ก็เริ่มคุยกับคุณนัตดา บุรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (ในสมัยนั้น) ว่าหลังจาก Post COVID-19 น่าจะเริ่มมีแผนงาน เพื่อมารองรับการที่นักท่องเที่ยวจะกลับ มา ซึ่งพี่ก็เป็นที่ปรึกษาให้กับทางลากูน่า ภูเก็ต เครือดุสิตธานี เรื่อง Hospitality Market แล้วก็เป็น ที่ปรึกษาให้กับเครือไรมอน แลนด์ด้วย ทำให้เราเข้าใจตลาดว่ามันจะไป Shift ไปทางไหน”
แต่แล้วในที่สุด โครงการที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่ก็ต้องสะดุดลงอีกครั้ง เพราะคุณนัตดาเสียชีวิต
ด้วยความเสียดายแนวคิดที่ได้ร่วมวางแผนมากับคุณนัตดา ประกอบกันช่วงเวลานั้น พาทีมีข้อมูล ความรู้เรื่อง Hospitality Market และเห็นแล้วว่าสายการบินที่มีภารกิจดึงคนต่างชาติเข้ามาเมืองไทยมีน้อย มากๆ หลักๆ ก็มีสายการบินไทยรายเดียว เมื่อมีคนมาชวนเปิดสายการบินใหม่จึงตัดสินใจรับปาก

แต่เพื่อความมั่นใจ เพราะพาทีก็ออกจากธุรกิจการบินมาพักใหญ่ จึงไม่อัพเดทในเรื่องของ โอเปอเรชั่น พาทีจึงต้องไปเริ่มต้นที่ประเทศสิงคโปร์อีกครั้ง
“พี่ไปสิงคโปร์ไปเช็กรายละเอียดหลายอย่าง เพราะอายุก็มากขึ้นแล้ว ปีนี้ก็ 60 แล้ว ไม่รู้ว่าเรา จะยังมีไอเดียไหม จะประสบความสำเร็จเพียงใด พอไปถึงปรากฏว่าซัพพลายเออร์หลายราย ไม่ว่าจะ เป็น Boeing, Airbus หรือบริษัทลีสซิ่ง บอกว่า คุณเป็นคนเดียวที่เหลือเลยที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 คุณกลับมาทำเลย นั่นคือคำพูดที่จุดประกายให้อยากกลับมาทำสายการบิน ตอนนั้นน่าจะ ประมาณเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว”
ถึงตรงนี้ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่า การเริ่มต้นธุรกิจสายการบินในวันที่คนอื่นกำลังบอบช้ำ ถือเป็น แต้มต่อทางธุรกิจหรือไม่?
“เป็นแต้มต่อแน่นอน เพราะเราไม่ต้องมามองเรื่องปัจจัยลบเลย เรามองไปข้างหน้าได้เต็มที่ เรามองเรื่อง Strategy เรามองเรื่องจะไป Global ได้เลยว่ามันจะเป็นอย่างไร เพราะเรามองเห็นโอกาส จริงๆ ในส่วนของตลาดสายการบินระยะไกล ตลาด Low Cost เราไม่ทำ เพราะเรามองว่ามีคนถอนตัว ไปเยอะ ตลาดพังระนาวเลย และพอกลับมาก็ต้องแข่งเรื่องราคา แต่ว่าสายการบินระยะไกล ไม่ค่อยจะ มีคู่แข่ง เพราะค่าใช้จ่ายมันมากกว่า
เราก็เริ่มมาวางแผนว่าในการที่เราจะทำกำไรได้ เราต้องทำอะไรบ้าง เรารู้ว่าในที่สุดตลาดมัน ก็จะกลับมาเปิดใหม่ แต่ว่าการบินระยะไกลมันจะไม่รุนแรงเท่ากับพวกสายการบินต้นทุนต่ำที่ต้องทำ High Cycle ที่ต้องบินเยอะมากๆ ดังนั้นเรื่องสงครามราคาจะน้อยกว่า ในขณะเดียวกันเราก็ยังสามารถ ช่วยประเทศชาติของเรา เพราะว่า Hospitality Market ของเราตอนนี้หายไปเกินครึ่ง ถ้าเราเข้ามาเสริม ตรงนี้ได้เราก็จะช่วยบ้านเมืองของเราอีกทางหนึ่ง”

BrandAge ถามต่อไปว่า ธุรกิจการบินหลัง COVID-19 จะเป็นอย่างไร
กับคำถามนี้ พาทีอธิบายว่า หลัง COVID-19 อุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยวจะมีดีมานด์ มหาศาล เพราะว่าช่วง COVID-19 รายได้ของสายการบินมาจาก Cargo สายการบินอยู่รอดได้เพราะว่าขนส่ง บางสายการบินสามารถกำไรมหาศาล แต่พวกนี้จะขึ้นเร็วและลงเร็ว แต่หลัง COVID-19 คนส่วนใหญ่จะเป็น Revenge Traveler จะเที่ยวอย่างเดียว อยากออกนอกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนไทยอย่างเดียวแต่เป็นทั่วโลก
“ตอนนี้ญี่ปุ่นก็เริ่มกลับมาแล้ว จีนยังไม่กลับมาเต็มแต่รับรองได้จะกลับมาระเบิดแน่นอน ที่ เราเห็นชัดเจนก็คือคนทั่วโลกยังอยากจะเที่ยว เพราะฉะนั้นในเชิงธุรกิจ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อย่างไร ก็กลับมาและจะอยู่ได้นาน เพราะว่ามันเป็นทั้งโลก แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารที่บินจริงๆ ตอนนี้จะดู เหมือนมาก แต่มันก็ยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับก่อน COVID-19 พี่มองว่าอีก 3-5 ปีนี่ยังไปอีกไกล ขณะเดียว กันซัพพลายเครื่องบินก็ยังไม่เยอะ เพราะตอน COVID-19 สายการบินมีเอาคนออกบ้าง หยุดบินบ้าง ขายเครื่องบินบ้าง เรียกว่ามันวุ่นวายไปหมด
เพียงแต่ว่าธุรกิจการบินหลัง COVID-19 วิธีคิดต้องเปลี่ยนหมดเลย เพราะจากการที่เราสังเกต ตอนนี้ Aviation Tour กลับมาเหมือนเดิมหมดเลย ซึ่งมันมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาแบบเดิมๆ อีก Cycle เดิมๆ จะกลับมา ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ตายแน่นอน
พราะฉะนั้นวิธีคิดของ Really Cool Airlines รายได้ของเราจะมาจากการขายที่นั่ง หรือ Cargo ไม่พอ แต่มันจะต้องมาจากแหล่งรายได้อื่นๆ ด้วย ต้องมาจากหลายตะกร้าที่ไม่ได้มาจากบัตรโดยสารอย่างเดียว หรือต้องมี Ancillary Revenue ถ้าเราทำเป็นเรืองเป็นราว มันจะเป็น Core Revenue ก็ได้ ซึ่งมันสามารถทำและสร้างเป็น Ecosystem ได้ เพื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องพึ่งรายได้จากที่นั่งและ Cargo อย่างเดียว นั่นคือหลักการของกลยุทธ์ทาง ธุรกิจที่เราวางไว้”

CEO Really Cool Airlines ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า COVID-19 ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไป เยอะมาก เช่น สมัยก่อนเวลาผู้บริหารจะไปประชุมทีก็บินกันเยอะ ก เพราะคนมีความสุขกับการบิน แต่พอ COVID-19 มา เกือบทุกประเทศปิดหมดก็มีเทคโนโลยีเข้ามา มี ZOOM, Google Meet ฯลฯ หมายความว่า Corporate Travel จะน้อยลง แทนที่จะบินเดือนละ 3-4 หนก็เหลือหนเดียว ที่เหลือก็ Zoom เอา ซึ่งคือการ เปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเรื่องแรก
“เรื่องที่ 2 COVID-19 คนจะบิน First Class อย่างเดียวก็คงไม่ใช่ เราเห็นคนเริ่มมาบิน Business Class เราจะเห็นคนเริ่มมาบิน Premium Economy แทน จะเห็นว่าที่นั่งชั้น Premium Economy ตอนนี้ขายดีมาก เพราะพวกคอร์เปอเรทถ้าบินต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมงจะมาบิน Premium Economy มีเยอะขึ้น เราเริ่มเห็นสายการบินเราปรับเพิ่ม Premium Economy มีมากขึ้น ดังนั้นเรารู้เลย ว่าแอร์ไลน์ใหม่ของเราไม่จำเป็นต้องมี First Class ก็ได้
แต่เวลาคนไปเที่ยว ตอนนี้ไปปีละ 2 หน คนส่วนใหญ่ก็อยากไปสบายๆ เพราะฉะนั้น Business Class นี่เต็มจริงๆ พี่กลับจากเยอรมัน Business Class เต็ม 100% เพราะว่าคนอยากเที่ยว แล้วส่วน ใหญ่นักท่องเที่ยวเต็มที่จะบิน Business Class ส่วนชั้น First Class นี่โหรงเหรง มีผู้โดยสาร แค่ 2 ที่นั่ง ตรงนี้คือเปลี่ยนชัดเจนมากทำให้เราเห็นว่าเรามาถูกทาง ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือสายการ บินเก่าๆ จะปรับที่นั่งบนเครื่องบินใหม่นี่ลำบากมาก”
เมื่อถูกถามถึงปัญหาของสายการบินที่ทำธุรกิจมานานว่ามีอุปสรรคในการทำธุรกิจอะไรบ้าง พาที ตอบว่า COVID-19 ทำให้สายการบินส่วนใหญ่มีหนี้สินในช่วงนี้เยอะมาก เพราะฉะนั้นแผนงานทางธุรกิจหลายๆ อย่างจะกลับมาช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะสายการบินที่ล้มละลาย
เรื่องที่ 2 คือธุรกิจการบินตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากมีการเอา AI, ChatGPT เข้ามาใช้งาน ซึ่ง Really Cool Airlines สามารถเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ได้มาก ทั้งในเรื่องของ Operation ทั้งในเรื่องของการเรียนรู้ตลาด ผ่าน AI ได้ ทำให้ทุกอย่างมันร่นลงมาหมด
เรื่องที่ 3 คือระบบหลายอย่างที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันเป็นยุคของ Cloud System ที่ได้เปรียบกว่าระบบ เก่าที่แพง ช้า มี Fixed Cost เยอะ
“ตอนนี้มี Cloud Technology ที่เข้ามาเร็วมาก ถูกกว่า และสามารถเชื่อมระบบกับพาร์ทเนอร์ ได้เกือบทุกคน ซึ่งมันดีกว่า เร็วกว่า เพราะฉะนั้นเราเริ่มเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้เข้ามาผสามผสาน ในธุรกิจการบิน ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่เราดึงมาใช้งานแบบนี้
เราไม่ได้มองว่าเราต้องเป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลก เพราะมันคงลำบาก หรือเป็น สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของโลกยิ่งลำบากแน่นอน แต่ถ้า The Most Innovative Airline เราอยากเป็น และเราสามารถทำได้”

อัพเดทจนถึงปัจจุบัน Really Cool Airlines ผ่านขั้นตอนขอใบอนุญาตประกอบกิจการค้าขายการเดิน อากาศ (Air Operating Licence หรือ AOL) แล้ว ส่วนใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ – Air Operator Certificate (AOC) ตอนนี้กำลังดำเนินการ คาดว่าประมาณเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน AOC น่าจะเสร็จ
“เราจะบินด้วยเครื่องบินประเภท Wide-Body อย่างเดียว ไม่มีบินเส้นทางในประเทศ เราจะ เป็นสายการบินที่ Compliment ไม่ได้ Complete หมายความว่าอะไร เราจะบินจากต่างประเทศเข้ามาที่ สุวรรณภูมิ แล้วกระจายผู้โดยสารต่อไป Low Cost Airline หรือบางกอกแอร์เวย์ส เพื่อกระจายรายได้ ให้กับสายการบินในประเทศ ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถป้อนผู้โดยสารให้กับเราได้ เราบินไปญี่ปุ่น ตอนนี้เราดีลกับ Japan Airline เขาก็มีเส้นทางบินในประเทศไปเซนได, ยามากะตะ มีบินไป ลอสแอง เจลิสหรือซานฟรานซิสโก หรือหลายๆ ที่ เราป้อนผู้โดยสารให้เขา เขาก็ป้อนผู้โดยสาร กลับมาให้เรา เราไปไต้หวัน เขาก็มี Starlux Airlines เราเอาคนไต้หวันมาไทย เครื่องไปยุโรปเขาบินข้ามจีนไม่ได้ ก็เหมือน EVA ที่ต้องมีพาร์ทเนอร์
เราใช้เครื่องบิน Wide Body อย่างเดียว เริ่มต้นจาก Airbus A330 แล้วจะมา A350 และใน 4-5 ปี เราก็มองว่าน่าจะมีเครื่องบิน 10 กว่าลำ แล้วเราจะบินไปทั่วยุโรป เอเชียเหนือ และออสเตรเลียได้ เราไม่ได้มองว่าจะมาแข่งกันกับสายการบินในประเทศไทยเลย แล้ว Direct Flight เราก็ไม่ได้แข่งกับ การบินไทยด้วยเพราะว่าจำนวนเครื่องบินเรากน้อยกว่า จริงๆ แล้วเรา Compliment มากกว่า เพราะว่า เราคงไม่ทับสายกันตลอดเวลา ในขณะเดียวกันเราก็เป็น Full Service เราไม่ใช่ Low Cost เพราะฉะนั้น ราคาของเราก็คงจะไม่ Red Ocean นี่คือแนวคิด Hub and Spoke โดยที่เราไม่ต้องใช้เครื่องบินของ เราเอง”

ตามแผนงานเมืองแรกๆ ที่ Really Cool Airlines ปักหมุดไว้จะเริ่มจาก 3 เมืองหลักในประเทศญี่ปุ่น คือ โตเกียว (นาริตะ), นาโกย่า, โอซาก้า ตามมาด้วยสิงคโปร์, ฮ่องกง, ไต้หวัน, เซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นก็จะขยายไป เมืองอื่นๆ ส่วนตะวันออกกลางตอนนี้ก็มีซาอุดีอาระเบีย แอร์ไลน์ที่สนใจอยากจะเป็นพาร์ทเนอร์ด้วย
“เรายังทำอะไรได้อีกเยอะมาก เราสามารถไป Associated กับอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น สายการบิน อนาคตมันอาจจะมีอะไรแปลกๆ ออกมาเลย แม้กระทั่ง Hospitality เพื่อทำให้เรามี Ecosystem ที่มากกว่าแค่เป็นจากการนั่งจาก A ไป B ส่วนเรื่องสะสมไมล์ เราก็กำลังมองว่ามันจะ สามารถทำอะไรที่มันฉีกกว่าปกติที่สายการบินเคยทำได้หรือไม่ เราไม่ได้เลิก เราพยายามจะเปลี่ยน หรือว่าโมดิฟายด์ใหม่
เราต้องเริ่มรับพนักงาน และกับตันในเร็วๆนี้ ไม่นาน แต่วิธีการเลือกเอาพนักงานต้อนรับมาก็ คงไม่เหมือนรายอื่นๆ และที่อยากจะมาทำงานกับเราก็คงไม่ใช่มีแค่คนไทยอย่างเดียว แต่มีลูกเรือต่าง ชาติด้วย ตอนนี้มีคนมาสมัครงาน 800 - 900 คนแล้ว เรียกว่ามีคนจากทั่วโลกสนใจแบรนด์ของเรามาก มายก็ค่อนข้างตกใจเหมือนกัน เพราะเราเปิดตัวแบรนด์มาเพื่อต่อรองกับซัพพลายเออร์ยังไม่เริ่มบิน จริง แต่มีคนรู้จักไปทั่วโลก”
พาที เล่าว่าตอนนี้มีคนในวงการ Business Traveler หลายคนเริ่มมอง Really Cool Airlines ว่ามี Brand Personality ที่คล้ายกับสายการบินชื่อดังอย่าง Virgin Airlines ซึ่งความตั้งใจของพาทีนั้นอยากจะให้ Really Cool Airlines ฉีกกว่า Virgin โดยใส่ความเป็นไทยเข้าไป

ทีมงานถามพาทีว่า ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือ กับการที่ต้องมาเริ่มต้นธุรกิจในวัย 60 ปี
กับคำถามนี้ พาทีกล่าวว่า ส่วนตัวโชคดีที่ลูกน้องมี Passion มาก ทำงานไม่หยุด ตี 3 ตี 4 ยังคุยกับ เมืองนอก หมายความว่า Really Cool Airlines ได้ One of The Best Team มาร่วมงาน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ประทับ ใจมาก เพราะแต่ละคนก็มาจากที่อื่นๆ ไม่ได้มาจากแอร์ไลน์ ไม่ได้มาจากนกแอร์อย่างเดียว แต่ทุกคนล้วนมี แรงบันดาลใจที่จะสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด
“พี่ถามคำถามนี้กับตัวเองเหมือนกันว่าพี่เอาแรงมาจากไหน แต่ระยะ 4-5 เดือนที่ผ่านมา พี่ทำงาน 12 ชั่วโมงทุกวัน พี่ก็ยังโอเค แต่ที่เริ่มรู้สึกคือ เวลาบินไปไหนมาไหน Jet Lag มันยาวขึ้น กว่าเดิม แต่เราก็มีความสุขที่จะทำ มีความสุขที่ได้คิดทำนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และ รู้สึกดีใจที่ซัพพลายเออร์ที่ไปเจอให้ความสำคัญกับเรามากกว่าที่คาดคิดจนเราตกใจ เพราะว่าเราใหม่ บริษัทเราเล็ก เครื่องบินยังไม่มี ปกติบริษัทใหญ่ๆ จะให้ความสำคัญกับบริษัทเล็กน้อยมาก แต่คนกลุ่ม นี้มานั่งฟังเราอธิบายใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ เลย”
เป็นเพราะ CEO คือพาที สารสินด้วยหรือไม่?
“อาจจะเริ่มจากตัวพี่ก่อน แต่ในที่สุดแล้วแบรนด์ก็ต้อง Take Over อยู่ดี เพราะในที่สุดแล้ว มันไม่ใช่แค่ตัวพี่แต่มันคือแบรนด์ และเรื่องของการสื่อสารการตลาด มันจะมีอะไรอื่นๆ มาผสมผสาน และช่วยทำให้แบรนด์ Really Cool Airlines เป็นที่รู้จัก ชื่อของแบรนด์เรามันก็ค่อนข้างจะ Cool ใน ตัวเองอยู่แล้ว มันทำให้หลายคนสงสัย พี่มองเลยว่าพี่เปิดไฟลท์แรกเต็มแน่นอน เพราะทุกคนมัน อยากลองว่าจะ Cool จริงหรือเปล่า เพราทุกคนจะถามแบบนี้หมด มันจะ Cool จริงหรือเปล่า มันต้อง ลอง เพราะเราไปโม้ซะเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้”
ความท้าทายของพาทีจากนี้ต่อไปก็คือการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ซึ่งเราได้จะเห็นภาพเครื่องบิน สายการบิน Really Cool Airlines วิ่งลอดผ่านอุโมงค์น้ำ ขณะวิ่งเข้าสู่หลุมจอดของท่าอากาศยานให้ได้เร็วที่สุด เพราะนั่นหมายถึงการเริ่มต้นธุรกิจการบินอย่างเป็นทางการ
ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง Really Cool Airlines น่าจะเริ่มบินได้ประมาณมีนาคม 2024