ในรอบปีที่ผ่านมา สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กลายเป็นกระแสไวรัลในฐานะซอฟต์เพาเวอร์ที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลก หลังรัฐบาลได้คัดเลือกสินค้า GI เข้ามามีส่วนร่วมในงานประชุม APEC 2022 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเพื่อนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ผ่านเมนูอาหารที่อาศัยวัตถุดิบ GI รวมถึงผ้าไหมปักธงชัยมาทอเป็นของที่ระลึกแก่ผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจ สร้างชื่อเสียงและโอกาสทางการค้าให้เกิดขึ้นมากมาย
กลายเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า การเกิดขึ้นของ GI เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมในหลายมิติ นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับชีวิต และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้า GI แล้ว ยังสร้างความภูมิใจให้กับคนในพื้นที่ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ก่อเกิดการใช้ประโยชน์จาก GI ในวงกว้าง

คุณกนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง Success Story ของ GI ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาว่า เกิดขึ้นจากพ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 หลังจากนั้นกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการปรับโครงสร้างภายใน โดยตั้งกองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แยกออกมาจากกองเครื่องหมายการค้า เพื่อดูแลรับผิดชอบโดยมีภารกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI ใน 3 ด้าน คือ ผลักดันให้เกิดการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย, ส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าและการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย และส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคสินค้า GI ไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
ปัจจุบันมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI ไทย ทั้งหมด 191 สินค้า ครอบคลุม 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 195 สินค้า ภายในสิ้นปีนี้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 51,000 ล้านบาท
ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ขึ้นทะเบียน GI เพื่อคุ้มครองสินค้าในประเทศเท่านั้น แต่ยังนำสินค้า GI ที่มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดไปจดทะเบียนในต่างประเทศด้วยรวม 8 สินค้า ใน 32 ประเทศ เช่น ข้าว กาแฟ และผ้าไหม ในเวลาเดียวกันยังมีสินค้า GI จากต่างประเทศที่มั่นใจและเห็นความสำคัญในระบบ GI ของกรมฯ ยื่นเข้ามาขอความคุ้มครอง GI รวม 20 สินค้า จาก 9 ประเทศ เช่น กรานา พาดาโน จากอิตาลี เชมเปญ จากฝรั่งเศส และเนื้อทาจิมะ จากญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า GI เป็นระบบที่หลายประเทศนำไปใช้เป็นประโยชน์เพิ่มโอกาสทางการค้า

อย่างไรก็ตาม คุณค่าที่ผู้ซื้อมีต่อสินค้า GI มีส่วนสำคัญมาจากการวางมาตรฐานการตรวจสอบ ควบคุมคุณภาพและการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ซึ่งยืนยันคุณภาพมาตรฐาน โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกตราสัญลักษณ์ GI ให้แก่ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ GI ก็ต่อเมื่อมีการควบคุมคุณภาพ มีคู่มือการผลิต และปฏิบัติตามคู่มือการผลิตสินค้า GI ซึ่งตราสัญลักษณ์นี้มีอายุ 2 ปี ดังนั้นผู้ผลิตจำเป็นต้องมีการทบทวนตรวจสอบ กำกับดูแลคุณภาพของสินค้าทุก 2 ปีถึงจะมีสิทธิ์ต่ออายุตราสัญลักษณ์นี้ได้ โดยที่ผ่านมา ทำแล้ว 151 สินค้า จาก 191 สินค้า มีจำนวนผู้ได้รับอนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI กว่า 10,000 ราย นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังยกระดับการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ โดยจะมีผู้ตรวจสอบการควบคุมคุณภาพจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบกระบวนการผลิต
คุณกนิษฐา ยกตัวอย่าง Success Story ของสินค้า GI ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก คือ “ผ้าไหมยกดอกลำพูน” ซึ่งเกิดจากผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งอย่างกลุ่มสตรีทอผ้าไหมในลำพูน และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจนมีระบบตรวจสอบย้อนกลับไปถึงวัตถุดิบการทอ ผู้ทอผ้า และระยะเวลาการทอ ช่วยสร้างความตระหนักรู้และสร้างผู้ซื้อตระหนักถึงคุณค่า จากการที่ผู้ซื้อได้รู้ประวัติความเป็นมาของผ้าแต่ละผืนโดยละเอียด ซึ่งต่อมาถูกนำไปตัดเย็บให้มีความร่วมสมัย สามารถสวมใส่ในวิถีชีวิตประจำวัน ที่สำคัญไม่ได้แค่มีชื่อเสียงในเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังส่งต่อคุณค่าไปไกลทั่วโลก หลังลิซ่า ลลิษา มโนบาล หนึ่งในสมาชิกวงแบล็กพิงก์ใส่ผ้าไหมยกดอกลำพูนในการถ่ายทำเอ็มวีเพลง LALISA

“ในอนาคต กรมฯ มีแผนที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับการควบคุมคุณภาพเพื่อความยั่งยืน และตอบโจทย์ปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่เข้ามาด้วย โดยเฉพาะภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะกระทบต่อผลผลิต กระบวนการผลิต และคุณภาพสินค้าที่ขึ้นทะเบียนไว้ เพื่อควบคุณภาพการผลิต คุ้มครองผู้บริโภค และสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นกับธุรกิจ เพราะในที่สุดแล้ว ผู้ผลิตสินค้า GI ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย และกลุ่มวิสาหกิจจะได้มีวิถีชีวิตที่ยั่งยืนจากการสืบทอดองค์ความรู้ที่มีมาเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในชุมชน”
อีกด้านหนึ่ง กรมทรัพย์สินทางปัญญายังมีการทำตลาดเพื่อส่งเสริมให้สินค้า GI เติบโตทั้งในและต่างประเทศ โดยในประเทศได้จับมือกับบริษัท เซ็นทรัลฟู้ด รีเทล จำกัด จำหน่ายสินค้า GI ใน “ตลาดจริงใจ ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต และ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต” รวมถึงขยายฐานลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างลาซาด้าและTik Tok สำหรับตลาดต่างประเทศมีการจับมือทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แสดงสินค้า GI ภายในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA เปิดโอกาสการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้ซื้อจากทั่วทุกมุมโลก และร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์กว่า 80 แห่งทั่วโลก ในการอำนวยความสะดวกเรื่องตลาด และหาคู่ค้าทางธุรกิจ
สุดท้ายนี้ คุณกนิษฐา เชิญชวนผู้ผลิตที่มั่นใจว่าสินค้าตัวเองมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิต และผู้คนที่อาศัยในพื้นที่นั้นอย่างชัดเจน สามารถติดต่อกรมฯ เพื่อร่วมมือกันต่อยอดเป็นสินค้า GI โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะกรมฯ มีทีมงานคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น ตลอดจนการเพิ่มประเด็นต่างๆ เพื่อเติมเต็มให้เป็นสินค้า GI อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีทีมอาจารย์ที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในพื้นที่เครือข่ายคอยช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง เพื่อให้ GI เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ฐานรากของประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่และคนไทย
ในการสืบสานวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยปรากฏแก่สายตาชุมชนชาวโลก ส่งออกมรดกทางวัฒนธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจประเทศ
“กรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสินค้า GI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่อยู่ในบทสนทนาทุกครั้งของผู้บริโภคที่เค้าจดจำฤดูกาลที่พืชผัก ผลไม้ GI ออกผลได้ และตั้งใจซื้อหามาทำอาหารที่บ้านให้คนในครอบครัว เพื่อนฝูงที่เรารักกัน อยากให้นึกถึงสินค้า GI เป็นตัวเลือกแรก ซึ่งนั่นหมายถึงคุณค่าที่ผู้บริโภคมอบให้แก่สินค้า GI และสร้าง Impact ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่กระจายรายได้ไปยังชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป”