ภาพรวมตลาดน้ำแร่มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ผู้เล่นหลักที่เห็นอาจมี 4 แบรนด์ แต่ทว่ามีน้องใหม่เข้ามาชิงส่วนแบ่งอีกราย พร้อมประกาศแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด 20% เพื่อก้าวสู่ตำแหน่ง Top3 ให้ได้

ตลาดน้ำแร่มีผู้เล่น 4 รายสำคัญ เริ่มจาก เพอร์ร่า กับจุดยืนการนำแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มาผสมผสานกับแบรนด์ มีการออกคอลเล็กชั่นสินค้า ดีไซน์ฉลากใหม่ๆ ทำให้แบรนด์มีคาแร็กเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่น ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด 3 ปีซ้อน โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 30% ในปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่อย่างพีพี เข้ามาช่วยกระตุ้นความเคลื่อนไหวในตลาด เชื่อว่าจะช่วยให้น้ำแร่เพอร์ร่ายังคงสามารถรักษาความเป็นแบรนด์ผู้นำ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดเป็น 31% ภายในสิ้นปี 2566
ตามด้วยมิเนเร่ กับการเปิดตัวขวดรักษ์โลก มิเนเร่ rPET ให้บรรจุภัณฑ์ของสามารถนำไปรีไซเคิลได้ และลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ลง มองต์เฟลอ และออร่า ตลาดนอกจากน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ยังมีน้ำแร่ หรือน้ำดื่มที่เติมแร่ธาตุแบรนด์อื่นแทรกตัวแข่งขันด้วย (FYIตลาดน้ำแร่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มน้ำแร่ธรรมชาติ 100% กระบวนการผลิตไม่เติมแร่ธาตุใดๆ และน้ำแร่ที่มีการเติมแร่ธาตุภายหลัง การผลิตไม่ได้มาจากแหล่งธรรมชาติ 100%)
6ty Degrees ในฐานะผู้ท้าชิงใหม่ วางจุดขายเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ จากแหล่งผลิตในอำเภอเชียงดาว ซึ่งมีน้ำแร่ธรรมชาติที่มาจากน้ำพุร้อนใต้ดินที่ความลึกกว่า 200 เมตร ในระดับชั้นหินอายุมากกว่า 350 ล้านปี ที่อุณหภูมิ 60 องศา นั่นจึงเป็นที่มาของแบรนด์ 6ty Degrees
จุดเด่นที่แตกต่างคือมาจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่สำรวจและได้รับการรับรองคุณภาพน้ำว่าอุดมไปด้วยแร่ธาตุ 16 ชนิด โดยเฉพาะ 6 ชนิดที่มีปริมาณมาก ได้แก่ ซิลิกา โพแทสเซียม อัลคาไลน์ แมกนีเซียม แคลเซียม ไบคาบอร์เน็ต อีกทั้งการันตีด้วยรางวัล Superior Taste Award 2023 จากสถาบันรับรองด้านรสชาติและคุณภาพอาหารนานาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของโลกเรื่องการทดสอบเครื่องดื่มและอาหารจากประเทศเบลเยี่ยม
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ของ 6ty Degrees ไม่ว่าจะเป็น ฝา ขวด ฉลาก ถูกดีไซน์ใหม่ โดยเฉพาะ “ฝาขวด”แบบใหม่ ตัวห่วงกับฝาเป็นชิ้นเดียวกัน เปิดฝาแล้วไม่หลุดหาย ถือเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยที่เป็น Single Waste ฝาและขวดยึดติดเป็นชิ้นเดียวกัน สะดวกต่อการแยกขยะ ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก
6ty Degrees มี 2 ขนาด ได้แก่ 520 มล. ราคา 12 บาท และ ขนาด 1,250 มล. ราคา 20 บาท วางจำหน่ายแล้วที่ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ เปิดตัวทำตลาดตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2566 ใช้งบประมาณ กว่า 100 ล้านบาท ในการเปิดตัวสินค้าเพื่อทำการสื่อสารสร้างแบรนด์และการจดจำกับกลุ่มเป้าหมายหลักคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้จะมีการลงทุนในเฟสต่อไปอีกหลายร้อยล้านบาท เพื่อผลิตน้ำแร่ในรูปแบบขวดแก้วและสปาร์กกลิ้ง โดยจะทำตลาดช่วงปลายปี 2566 และขยายช่องทางสู่ตลาด HoReCa ในกลุ่มพรีเมียมด้วย