เทรนด์การใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง International Energy Agency (IEA) เผยแพร่รายงาน Global Investment in Clean Energy 2023 การลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกฉบับล่าสุด ระบุว่าปีนี้มีการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์หรือราว 58.9 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจบปีมูลค่าจะสูงถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ ราว 97 ล้านล้านบาท แซงหน้าพลังงานเชื้อเพลงฟอสซิลหรือการผลิตน้ำมันเป็นครั้งแรก
โดยกลุ่มที่มีการลงทุนมากที่สุด คือพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีสัดส่วนมากกว่า 90% และยังมีคาดการณ์ว่าสามารถดึงดูดเงินได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (34.6 พันล้านบาท) ต่อวัน ปัจจัยที่ทำให้ความต้องการเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากค่าใช้จ่ายของกลุ่มพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ถูกลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาครัฐยังให้การสนับสนุนและผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงมาตรการในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลจากบทบาท ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การออกพระราชบัญญัติเพื่อดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการสำหรับการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซล่าร์เซลล์
บริษัท สหโคเจน (ชลบุรี) จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำ เปิดทิศทางธุรกิจ “สหโคเจน” เดินหน้าลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดย่อมทั้งภายในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการลงทุนสู่ 400MW ภายในปี 2570 พร้อมขยายธุรกิจซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate หรือ REC) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“ทิศทางการดำเนินธุรกิจในอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมีนโยบายมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดย่อมทั้งภายในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) ไม่ต่ำกว่า 400 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2570 และมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 15%” อุดมพงษ์ จันทรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโคเจน (ชลบุรี) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางการเติบโตของธุรกิจ

โดยทิศทางการเติบโตครั้งนี้จะดำเนินผ่านการลงทุน เช่น การเข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยเป็นการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 15.2 และ 10.9 เมกะวัตต์ตามลำดับ
ลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบ Private PPA ให้กับโรงพยาบาลในเครือ ‘พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์’ และโรงแรม รวมถึงโรงงานในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา อีกประมาณ 15-20 เมกะวัตต์ รวมถึงจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อเข้าร่วมยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้า ตามประกาศของคณะกรรมการประกอบกิจการพลังงาน (กกพ.)
ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการคัดเลือกสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 27 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการลงนาม PPA นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามแผน
“สำหรับเป้าหมายธุรกิจ ในปี 2570 ซึ่งเรามองถึงการเติบโตไปถึง 400 เมกะวัตต์ ในส่วนของสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ยังมีโอกาสการเติบโตอีกอีกมาก ยังมีพื้นที่และลูกค้าบางรายที่มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต ดังนั้นการเติบโตของเรา เรามองทั้งในสวนอุตสาหกรรมและลูกค้าภายนอก ปีที่แล้วเราเริ่มทำ Solar Rooftop ให้กับ โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ซึ่งถ้ารวมทั้งพอร์ตโพลิโอของเราก็ประมาณ 2 เมกะวัตต์ ซึ่งหากรวมกับที่เราเข้าประมูลในโครงการ Solar บิ๊กลอตของ ERC ที่ขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เรายื่่นไปทั้งหมด 7 โครงการ ตอนนี้เราได้มาแล้ว 1 โครงการ 27 เมกะวัตต์ จะเห็นว่า การเติบโตของเราต้องเติบโตไปพร้อมกับสวนอุตสาหกรรมของเรา เพราะเราเหมือนเป็นต้นน้ำให้กับโรงงานที่อยู่ในปาร์ค”
ในส่วนของนโยบายด้านความยั่งยืน สหโคเจน เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ในปี ค.ศ. 2050 สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทย โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการขับเคลื่อนธุรกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่โครงการคาร์บอนเครดิต CDM การเข้าร่วมโครงการ JCM ที่สนับสนุนโดยรัฐบาลญี่ปุ่นผ่านบริษัทร่วมทุน จนถึงล่าสุด เข้าสู่ธุรกิจซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate หรือ REC) ซึ่งในปี 2565 บริษัทได้ดำเนินการส่งมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน รวม 163,885 RECs ให้กับลูกค้าที่มีความต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้า เช่น บจก. ไลอ้อน (ประเทศไทย) และกลุ่มบริษัทอาซาฮี คาเซอิ เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ผ่านการรับรองให้ใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CARBON FOOTPRINT OF ORGANIZATION: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และวางแผนขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (CARBON FOOTPRINT OF PRODUCT: CFP) ภายในปี 2567
ด้านภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา แม้ว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้น และความไม่สอดคล้องของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) แต่สหโคเจนมีการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่การผลิตพลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2566 บริษัทเริ่มพลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน จากที่ขาดทุนในปี 2565 และประเมินว่าในช่วงที่เหลือของปี 2566 ผลกระทบจากความไม่สอดคล้องของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และจากแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้คาดการณ์ว่า จะเริ่มรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop ให้กับโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ รวมถึงโรงแรม และโรงงานต่าง ๆ ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา ซึ่งจะทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ตามแผนงาน
ในส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสหโคเจนโครงการใหม่ (SPP Replacement) ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 79.5 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 75 ตันต่อชั่วโมง มีความคืบหน้าประมาณ 80% เป็นไปตามแผนงาน โดยมีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือนเมษายน 2567