เมื่อปี 2021 บริษัท EssilorLuxottica บริษัทแม่ของ Ray-Ban แบรนด์แว่นกันแดดหรู ผู้นำตลาดแว่นกันแดด และ Facebook (ซึ่งต่อมาอยู่ภายใต้บริษัทแม่ Meta Platforms, Inc. หรือ Meta) ได้ร่วมกันเปิดตัว Ray-Ban Stories แว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรก ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ทั้ง 2 บริษัทก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดนใจผู้บริโภคเป้าหมายมากขึ้น
และผลงานล่าสุดจากความร่วมมือของ Meta และ EssilorLuxottica บริษัทแม่ของ Ray-Ban คือ แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ใช่ชื่อว่า Ray-Ban Meta ที่มีประสิทธิภาพการใช้งานสูงกว่า Ray-Ban Stories ซึ่งเป็นแว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรกมาก
แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta มีกล้องมุมกว้าง (Wide-angle Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีพื้นที่เก็บข้อมูล 32GB (มากกว่า Ray-Ban Stories 8 เท่า) สามารถบันทึกวิดีโอที่ 1080p/60fps ทำให้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอคมชัดมาก (เทียบกับแว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Stories ภาพถ่ายมีความละเอียดสูงสุดเพียง 5 ล้านพิกเซล วิดีโอมีความละเอียด 1,184 x 1,184 ความเร็ว 30 fps มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายใน 4GB)
อย่างไรก็ตาม การถ่ายคลิปวิดีโอของแว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta จะถูกจำกัดไว้เพียง 60 วินาที แต่สำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายวิดีโอที่ยาวขึ้น ก็สามารถสตรีมฟุตเทจแบบสดจากแว่นตาไปยัง Facebook หรือ Instagram ได้โดยตรงโดยใช้อุปกรณ์อย่างเช่น สมาร์ทโฟน ที่จับคู่เชื่อมต่อกันในบริเวณใกล้เคียง และสำหรับการสตรีมสด แอป View ที่ออกแบบใหม่ของ Meta จะเลือกคุณภาพวิดีโอโดยอัตโนมัติตามความเร็วของการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ที่ใช้

ในด้านเสียง แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta มีไมโครโฟนในตัวห้าตัวที่สามารถบันทึกเสียงแบบ Spatial Audio (Spatial Audio คือ ระบบเสียงรอบทิศทาง เป็นการจำลองการเกิดเสียงบนพื้นที่ 3 มิติ ทำให้เสียงที่เราฟังหรือได้ยินจะได้ยินจากตำแหน่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ) รวมถึงตัวรับสัญญาณหนึ่งตัวที่ซ่อนอยู่ตรงจมูก เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียงระหว่างการโทรศัพท์ ความดังของเสียงจะดังกว่าเดิมถึง 50% มีเสียงรบกวนน้อยลง และผู้คนรอบตัวจะไม่ได้ยินสิ่งที่กำลังฟังอยู่Ray-Ban Meta สามารถใช้การควบคุมด้วยเสียง เพื่อเริ่มสตรีมสด หรือส่งเนื้อหาไปยังผู้ที่ต้องการติดต่อได้ โดยในตอนแรกการส่งจะต้องระบุอย่างชัดเจนว่า กำลังส่งไปให้ใคร และใช้บริการใดบ้าง เช่น WhatsApp, FB Messenger, Instagram และอื่น ๆ แต่หลังจากที่ AI ของแว่นได้เรียนรู้สิ่งที่ User ผู้ใช้แว่นทำแล้ว Meta บอกว่า ต่อไปแว่นตาสามารถใช้ AI เพื่อปรับปรุงและเร่งความเร็วในการแชร์ได้Ray-Ban Meta มีการออกแบบเพรียวบาง แต่มีทัชแพดใหญ่ขึ้นและใช้งานง่ายที่สุด หากต้องการควบคุมเพลงก็เพียงแตะหนึ่งครั้งใกล้กับขมับเพื่อเล่นเพลง แตะอีกครั้งเพื่อหยุดชั่วคราว หรือแตะ 2 ครั้งเพื่อข้ามไปยังเพลงแทร็กถัดไป ในขณะเดียวกัน การปรับระดับเสียงก็ทำได้ง่ายเพียงแค่ปัดไปข้างหน้าหรือข้างหลัง และเมื่อต้องการบันทึก ก็สามารถกดปุ่มจับภาพลงหนึ่งครั้งเพื่อถ่ายภาพนิ่งหรือกดค้างไว้เพื่อถ่ายวิดีโอ และเพื่อช่วยให้แว่นตาใช้งานง่ายขึ้น Meta กล่าวว่า ได้ออกแบบแอป Meta View ใหม่ทั้งหมดด้วย UI และฟีเจอร์ใหม่ที่สามารถค้นพบได้มากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการเพิ่มกรอบที่ 2 ที่เรียกว่า Headliner นอกเหนือจากกรอบสีดำมันเงาและสีดำด้านที่มีอยู่แล้ว ยังมีสีกึ่งโปร่งใสใหม่สามตัวให้เลือก ได้แก่ สี Jeans, สี Caramel, และสีดำ Smokey Rebel Black ทำให้แว่นตาอัจฉริยะรุ่นล่าสุดของ Meta มีลักษณะคล้ายกับแว่นกันแดดทั่วไปมากขึ้น และมีตัวเลือกในการเพิ่มเลนส์โพลาไรซ์ หรือแม้แต่กระจกแว่นสายตาแบบสั่งทำ (Prescription Glass) จึงมีทางเลือกในการปรับแต่งแว่นตามากขึ้นกว่าเดิมในด้านความเป็นส่วนตัวยังมีไฟ LED ใหม่ทางด้านซ้ายที่สว่างกว่าเดิม และเพิ่มความสมมาตรด้วยกล้องทางด้านขวาด้วย ไฟจะสว่างขึ้นทุกครั้งที่มีการบันทึกภาพหรือวิดีโอด้วยแว้นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta ดังนั้นจึงไม่สามารถซ่อนไม่ให้คนอิ่นรู้ได้ Meta ยังบอกว่า ถ้าผู้ใช้แว่นตาอัจฉริยะพยายามปกปิดแสงไม่ให้คนอื่นเห็นว่ากำลังบันทึกภาพ มันก็จะบังแว่นไม่ให้สามารถบันทึกภาพได้เลยMeta ระบุว่า แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่นี้ มีอายุการใช้งานประมาณ 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จแต่ละครั้ง และใช้งานแบบผสมผสาน หรือประมาณ 4 ชั่วโมง หากเน้นการใช้งานแบบการสตรีมสดเคสใส่แว่นตาอัจฉริยะก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เหมือนกระเป๋าแว่น Ray-Ban แบบคลาสสิกทุกประการ ข้อแตกต่างเล็กน้อยคือมีไฟ LED แสดงสถานะที่ด้านหน้าซึ่งจะแจ้งให้ทราบเมื่อกำลังชาร์จ และมีพอร์ต USB-C ด้านล่างแว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta สามารถสั่งจองได้แล้ววันนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 299 ดอลลาร์, 329 ดอลลาร์พร้อมเลนส์โพลาไรซ์ (Polarized Lenses) หรือ 379 ดอลลาร์สำหรับเลนส์ทรานซิชัน (Transition Lenses) และมีกำหนดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ตุลาคม 2023Cr : engadgetSource