ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารอบตัวเรามีเคมีภัณฑ์เข้ามา เกี่ยวข้องอยู่ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอน เดินทางไปทำงาน ทานอาหาร จนถึงเข้านอน ผ่านผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมที่สุดเห็นจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากพลาสติก หลายคนจึงอาจจะไม่ได้ฉุกคิดว่า แท้ที่จริงแล้วเคมีภัณฑ์อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
ก่อนหน้านี้ ยักษ์ใหญ่ในวงการเคมีภัณฑ์อย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้สร้างการรับรู้ออกไปในวงกว้างให้ทุกคนตระหนักว่า เคมีภัณฑ์อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นควรมีคุณภาพและเชื่อถือได้ว่าปลอดภัยกับทุกชีวิตบนโลก ผ่านแนวคิด “ยิ่งใกล้คุณ ยิ่งต้องดี” เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้และวางใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและพัฒนาโดย GC มีคุณภาพที่ดีและปลอดภัยกับการใช้ชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกันกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นก็ต้องดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน
ปีนี้ GC ต่อยอดสู่แนวคิด
“ดีขึ้นเพื่อคุณ ดีขึ้นเพื่อโลก” ยืนยันถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ดี ที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจให้ทุกคนเห็นภาพและมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของ GC อย่างต่อเนื่อง
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา GC ประกาศชัดถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ธุรกิจ High Value and Low Carbon ซึ่งคำว่า High Value มีความหมายชัดเจนว่า ผลิตภัณฑ์ของเราต้องมีคุณค่าต่อผู้ใช้งาน เช่น ใช้งานคงทน ปลอดภัย รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการทำกำไร (Quality of Earning) ส่วน Low Carbon หมายถึงการพัฒนาทุกผลิตภัณฑ์ของเราต้องคำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุด
การมุ่งสู่ธุรกิจ High Value and Low Carbon นี้ สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ของ GC ในการเป็น Net Zero Company ในปี 2050 ดร.คงกระพันเสริมว่า GC มีแผนงานเป้าหมายที่ชัดเจน และที่ผ่านมามีการดำเนินงานที่เป็นไปตาม Roadmap ที่วางไว้ทั้ง 3 เสาหลัก คือ
Efficiency-Driven การเพิ่มประสิทธิภาพในทุกกระบวนการ โดยใช้หลัก “5R” และเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งเทคโนโลยี ที่มีอยู่และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้พลังงาน นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ และแสวงหาเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำรูปแบบใหม่เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งเสาหลักนี้จะทำให้ GC สามารถลดคาร์บอนได้ 20%
Portfolio-Driven การบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของ GC Group ผ่านนวัตกรรมและการลงทุน โดยการปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอไปสู่ธุรกิจ High Value and Low Carbon จะทำให้ GC ลดคาร์บอนได้อีก 25% โดยหากแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ High Value and Low Carbon สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
- Performance Chemical ในปี 2564 GC ได้เข้าซื้อกิจการ allnex ผู้นำด้านสารเคลือบ Coating Resins ระดับโลก ซึ่งสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ High Value ที่ดีในแง่ของการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ รวมถึงให้ประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีและปลอดภัยต่อลูกค้า เช่น สารเคลือบในกระป๋องบรรจุอาหารต่างๆ ควรจะต้องเป็นสารเคลือบที่ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภค และรักษาอาหารให้คงทนเก็บได้นาน หรือแม้แต่รถยนต์ เครื่องบิน อาคาร รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ล้วนแต่ต้องใช้สารเคลือบด้วยกันทั้งสิ้น สารตั้งต้นในกระบวนการผลิตสารเคลือบต้องเป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม ปลอดไอระเหย ช่วยทำให้ไม่เกิดสารส่วนเกินฟุ้งกระจายหรือเหลือเป็นขยะ
- Bio-Based Chemical อยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่เป็น Low Carbon ที่เป็นเคมีภัณฑ์และพลาสติกที่มีต้นทางมาจากทั้งพืชหรือสัตว์ เช่น ไขมันสัตว์ ไขมันพืช อ้อย ข้าวโพด ปาล์ม โดยพลาสติกชีวภาพแต่ละตัวจะมีกระบวนการย่อยสลายที่แตกต่างกัน ทาง GC มีทางเลือกผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายให้ลูกค้าเลือกใช้ตามต้องการ ปัจจุบัน บริษัท NatureWorks เป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA อันดับ 1 ของโลก ซึ่ง GC ร่วมลงทุนกับพาร์ทเนอร์ บริษัท Cargill จำกัด (ประเทศสหรัฐอเมริกา) โรงงานแรกตั้งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา มีกำลังการผลิต 150,000 ตันต่อปี ใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบ และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานแห่งที่สองในไทยที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ และยังสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกรไทยนำมาผลิตเป็น PLA ที่ย่อยสลายได้ นอกจากนั้น เรายังมี BioPBS ซึ่งเป็นพลาสติกชีวภาพที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ นำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ เช่น บรรจุอาหาร ฟิล์ม หรือถุงเพาะปลูก เป็นต้น สามารถสลายตัวได้ทางธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- Circularity and Recycle คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ จัดว่ามี Carbon Footprint ต่ำที่สุด เพราะสามารถนำพลาสติกใช้แล้วผ่านกระบวนการ Recycle และ Upcycling สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับขยะพลาสติกและลดการใช้ทรัพยากร
“เรื่องรีไซเคิลเราทำครบวงจร เราสร้างแพลตฟอร์ม GC YOUเทิร์น (ยูเทิร์น) ระบบบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่าง ครบวงจร เริ่มต้นตั้งแต่ Drop Point กระบวนการคัดแยก จนถึงส่งกลับไปโรงงานรีไซเคิล นอกจากการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญที่ GC ไม่เคยละเลย คือการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยจุด Drop Point ของ GC YOUเทิร์น อำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วไปสามารถแยกขยะและนำพลาสติกใช้แล้ว ทั้งพลาสติกยืด เช่น ถุงพลาสติก และพลาสติกแข็ง เช่น ขวดน้ำขวดบรรจุภัณฑ์ต่างๆ มาทิ้งได้กว่า 170 จุดทั่วประเทศ จากนั้นเราจะนำมาคัดแยกและขนส่งเข้าสู่ ENVICCO โรงงานรีไซเคิลพลาสติกมาตรฐานโลก และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรีไซเคิลได้ทั้งพลาสติกขุ่นและพลาสติกใส นำกลับมาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ปัจจุบันเรามีลูกค้าแบรนด์ใหญ่ที่ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลของ GC ในการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นเป๊บซี่ มิเนเร่ นอกจากนั้น เม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังสามารถสร้างมูลค่าทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นสินค้าแฟชั่น เครื่องแต่งกาย เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านต่างๆ ได้อีกด้วย การมีส่วนร่วมของชุมชนในการแยกขยะ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการตระหนักรู้ให้ชุมชนในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม GC YOUเทิร์น มีเป้าหมายสำคัญ คือการลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกเดือดในขณะนี้”เสาสุดท้ายในการผลักดัน Net Zero ของ GC คือ Compensation-Driven ด้วยแนวทางการแก้ปัญหาที่มีธรรมชาติ เป็นพื้นฐาน (Nature-Based Solutions) โดย GC ตั้งเป้าปลูกป่าเพื่อลดคาร์บอน ทั้งป่าบนบกและป่าชายเลน 2 แสนไร่ในปี 2030 รวมถึงลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการดักจับคาร์บอน Carbon Capture Utilization & Storage หรือ CCUS ผ่านแนวทางต่างๆ ได้แก่ Corporate Venture Capitals การสร้างพันธมิตรและการร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อนำคาร์บอนมาทำเป็นเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและวิจัย ซึ่งเสานี้จะช่วยลดคาร์บอนได้ 55% ทำให้ GC บรรลุสู่เป้าหมาย Net Zero ได้
“เรามั่นใจว่าแผนงานที่เราวางไว้อย่างชัดเจนจะทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยทำการ ลดคาร์บอนก่อน 20% ในปี 2030 สำหรับเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่ปัจจุบันยังคงมีต้นทุนสูง เราเชื่อว่าคนรุ่นหลังจะสามารถเข้ามาสานต่อกระบวนการเหล่านี้ให้สำเร็จได้ด้วยเวลาที่เร็วขึ้นและงบประมาณที่ถูกลง” ที่ผ่านมา สิ่งที่การันตี “พูดและทำจริง” ของ GC ได้ดีที่สุดก็คือรางวัลต่างๆ ทั้งในระดับชาติและระดับสากล GC เป็นบริษัทแรกของไทยที่ติดอันดับ 1 ของโลก 4 ปีซ้อนในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) และล่าสุดกับการได้รางวัล Platinum ระดับสูงสุดจาก EcoVadis ผู้ประเมินด้านความยั่งยืน ของธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยผลคะแนนระดับ Advance ในมิติแรงงานและสิทธิมนุษยชนจรรยาบรรณธุรกิจและการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน และผลคะแนนในระดับ Outstanding ในมิติสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ GC อยู่ในอันดับ Top 1% ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตเคมีภัณฑ์พื้นฐาน
บนเส้นทางกว่า 4 ทศวรรษกับการเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในไทย ล่าสุด GC เปิดตัวเคมีค่ามิวเซียม หรือ GC Chemical Experience Museum พิพิธภัณฑ์ปิโตรเคมีแห่งแรกของประเทศไทยบนพื้นที่ 800 ตารางเมตร ที่จังหวัดระยอง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาธุรกิจปิโตรเคมีไทยที่เสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในแบ่งออกเป็นข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของการเปิดโรงโอเลฟินส์แห่งแรกของประเทศไทยความรู้เกี่ยวกับปิโตรเคมีไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และข้อมูลที่ทำให้คุณรู้ว่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ด้วยแนวคิดรักษ์โลกกับการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “เคมี...มีค่ามากกว่าที่คิด”
รายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจเยี่ยมชมได้ที่
https://chemecamuseum.pttgcgroup.com เพราะเชื่อว่าธุรกิจจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต้องดำเนินการอย่างสมดุลทั้งมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา GC พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างการเติบโต จากเริ่มแรกที่มีโรงงานไม่กี่แห่งในไทย สู่การก้าวออกไปเติบโตในต่างประเทศ จนทำให้ปัจจุบันมีโรงงาน 43 แห่งในประเทศไทยและอีก 47 แห่งทั่วโลก ซึ่งทำให้ GC ขึ้นแท่นเป็น Global Company ที่สามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ High Value and Low Carbon มุ่งสู่เป้าหมายการเป็น Net Zero ในปี 2050 ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นเพื่อคุณ ดีขึ้นเพื่อโลก ซึ่งสอดคล้องกับ Motto ของ GC ในการเป็น “Chemistry for Better Living” ที่ไม่เพียงต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังตั้งใจร่วมแก้ปัญหา Climate Change ของโลกอย่างจริงจัง