ที่ผ่านมา ก่อนการจะเดินทางไปยังประเทศต่างๆ สิ่งที่เราต้องมีเลยก็คือหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต และวีซ่าในกรณีที่ประเทศนั้นๆ ต้องมีการขอวีซ่าก่อนเข้าประเทศ แต่ในอนาคตอาจจะต้องมีสิ่งที่ต้องใช้ในการพิจารณาเพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือ จำนวนการปลดปล่อยคาร์บอนของคุณจากการเดินทางในรอบปีที่ผ่านมา และถ้ามันเกิน คุณก็อาจจะเดินทางไม่ได้! ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า Carbon Passport
แต่อย่างไรก็ตาม เพราะนี่ยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น โดยแนวคิดนี้มาจากบริษัทท่องเที่ยว Intrepid Travel ในออสเตรเลีย ซึ่งทำวิจัยร่วมกับบริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์ The Future Laborator ว่าแนวคิดเรื่อง Carbon Passport อาจจะถูกนำมาใช้จริงในอนาคต เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่นับวันยิ่งวิกฤติมากขึ้น และอุตสาหกรรม การบินนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงถึง 4%
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครจะได้งบประมาณการปลดปล่อยคาร์บอนจำกัดที่เท่าไร ?
รายงานชิ้นนี้อธิบายว่างบประมาณคาร์บอนทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ 750 พันล้านตันจนถึงปี 2050 จะถูกนำมาหาค่าเฉลี่ยว่าแต่ละคนจะได้รับงบประมาณการปลดปล่อยคาร์บอนเท่าไร จากนั้นในการเดินทางทางแต่ละครั้ง ก็จะมีการคำนวณว่ามีการปลดปล่อยคาร์บอนเท่าไร โดยดูจากระยะทางในการเดินทางด้วยเครื่องบิน และเหลือโควต้าอีกเท่าไร และหากโควตาที่เหลือไม่เพียงพอในการเดินทางครั้งต่อไป คุณก็จะไม่สามารถเดินทางได้อีกในรอบปีนั้นๆ โดยคาดว่าในปี 2040 ถึงจะสามารถเห็นตัวเลขที่ชัดเจนนี้ได้
แม้ในรายงานจะยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดว่าระบบการจัดการ Carbon Passport จะเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าแนวคิดนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญในเรื่องอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนมากขึ้น และพยายามหามาตรการร่วมกัน โดยในรายงานนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ไม่เพียงแค่อุตสาหกรรมการบินเท่านั้นที่ต้องปรับตัว แต่รัฐบาลอาจจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้โดยการกำหนดมาตรการต่างๆ ได้ เช่น ที่มัลดีฟส์ มีมาตรการลดค่าธรรมเนียมเข้าประเทศจาก 6 ดอลลาร์ เหลือเพียง 3 ดอลลาร์ หากนักท่องเที่ยวเข้าพักในเกสต์เฮาส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ใช่ว่าอุตสาหกรรมการบินจะละเลยปัญหานี้ เพราะในตอนนี้จะพบว่าบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินหันมาพัฒนาเครื่องบินที่ขับ เคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อทดแทนเครื่องบินที่ใช้พลังงานน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวการในการปลดอปล่อยคาร์บอน แต่ก็ยังคงประสบปัญหาในเรื่องของระยะทางในการบิน เพราะแบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องบินไฟฟ้าสามารถรองรับระยะทางการบินได้เพียงครึ่งหนึ่งของระยะทางที่เครื่องบินแอร์บัส A 320 บินได้ หรือประมารณ 2,700 กม.เท่านั้น จึงทำให้แต่ละประเทศเริ่มต้นพัฒนาเส้นทางการบินระยะสั้นโดยใช้เครื่องบินพลังงานไฟฟ้า
เช่น ที่สหราชอาณาจักรก็มีสายการบิน Easy Jet ก็จะเริ่มให้บริการเครื่องบินไฟฟ้าในเที่ยวบินระยะสั้น เส้นทางจากลอนดอนไปอัมสเตอร์ดัม ภายในปี 2027 หรือที่นอร์เวย์และสวีเดน ก็ตั้งเป้าว่าจะใช้เครื่องบินไฟฟ้าในเที่ยวการบินระยะสั้นภายในน่านฟ้าของประเทศทั้งหมดภายในปี 2040 เช่นเดียวกัน
อ้างอิงhttps://www.thestreet.com/travel/what-are-carbon-passports-travelhttps://www.independent.co.uk/travel/news-and-advice/easyjet-net-zero-aircraft-hydrogen-electric-b2175238.htmlhttps://www.spiegel.de/international/business/pioneers-in-green-aviation-could-norwegian-electric-planes-be-a-model-for-the-rest-of-the-world-a-b3aef6b5-1078-4d1a-8699-ed37926797f9