นอกจากจะขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแนวทางแห่งความยั่งยืนแล้ว ในเวลาเดียวกัน GC ถือเป็นองค์กรเอกชนที่ลุกขึ้นมา ทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการผลักดันให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนที่ปัจจุบันทวีความรุนแรงเป็นโลกเดือด รวมถึง ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อจุดประกายความคิดและสร้างแรงกระเพื่อมการใช้ชีวิตแบบ Sustainable Living ผ่านการประชุม ระดับโลก GC Sustainable Living Symposium ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ภายใต้ชื่อ GC Sustainable Living Symposium 2023 : We are GEN S โดยได้รับความสนใจจนมี จำนวนผู้เข้างานกว่า 3,000 คน
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บริษัทเคมีภัณฑ์อันดับ 1 ของโลก 4 ปีซ้อนในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์จาก DJSI กล่าวว่า โลกของเราท่องไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ทว่ามีระบบการดูแลสิ่งมีชีวิตที่แสนเปราะบางด้วยชั้นบรรยากาศอันบางเฉียบ มนุษย์ทุกคนล้วนมีส่วนในการทำลายล้างชั้นบรรยากาศนี้ผ่านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกเดือด


“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกของทั้งโลก แต่ ประเทศไทยกลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่ได้จะรับผลกระทบสูงสุด โดยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่โลกมาจาก 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ภาคพลังงาน 75% ภาคเกษตรกรรรม 12% และภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 6% ดังนั้น GC ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนมายาวนานได้เล็งเห็น 2 แนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะเป็นทางออกเร่งด่วนให้กับโลก ได้แก่ Energy Transition และ Circular and Bio-based Economy”
โดยในเรื่องของ Energy Transition คือการปรับจากการใช้พลังงานแบบฟอสซิล ก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพทางพลังงาน การใช้พลังงานสะอาดรูปแบบต่างๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน
ในขณะที่ Circular and Bio-based Economy จะสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หากยกระดับข้อได้เปรียบนี้มาปรับใช้ อาทิ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้วยแนวทางแบบ Bio Solutions จะสามารถช่วยประเทศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และยังสอดคล้องกับโมเดล BCG ตามนโยบายรัฐบาล หรือการนำหลัก Circular Economy ซึ่งเกี่ยวข้องกับการ Reduce, Reuse และ Recycle มาปรับใช้ในการทำการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ เช่น การทำนาน้ำน้อย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้ทรัพยากร ในขณะที่ปริมาณผลผลิตได้เท่าเดิมหรือมากกว่า ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นประโยชน์มากแก่ประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวลำดับต้นๆ ของโลก ที่สำคัญโซลูชั่นเหล่านี้จะเป็นเครื่องจักรใหม่ทางเศรษฐกิจช่วยให้ไทยเปลี่ยนไปสู่ประเทศเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเหมือนประเทศฟินแลนด์ ทั้งยังสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้บนเวที COP26

“GC Sustainable Living Symposium ถูกจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามสร้างแนวร่วม นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยโลกเรื่องความยั่งยืนมาจัดให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้ วัดผลได้ เข้าใจได้ง่าย และยังมีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปีแรกจัดงานเพียงวันเดียว ปีต่อมาเมื่อเจอกับสถานการณ์โควิดทำให้ไม่สามารถจัดงานได้เต็มที่ ปีนี้จึงจัดงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 วัน รวมพล 40 สุดยอดผู้บริหาร และไอดอลของคน GEN S จากในและต่างประเทศ มาร่วมส่งต่อแนวคิดสู่แนวทางปฏิบัติจริงที่เป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะโลกร้อนที่กำลังเข้าสู่วิกฤตโลกเดือดให้เป็นโลกที่ดีขึ้นเพื่อทุกคน และเป็นประโยชน์กับองค์กรขนาดใหญ่ เล็ก จนถึงในชีวิตประจำวัน”


นอกจากนี้ยังมี Sustianability Experience Zone ให้ผู้ร่วมงานเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ตามบูธต่างๆ อาทิ Wonder Lab ให้ความรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ทางเคมีภัณฑ์และพลาสติก นำไปสู่ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ, Journey of Amazing Waste บูธที่จะมาทดสอบรูปแบบการใช้ชีวิตว่ามีส่วนก่อให้เกิดปัญหาขยะอย่างไร รวมถึงเรียนรู้แนวทางการหมุนเวียนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว, Net Zero Arena ทดสอบระดับความรู้ด้านเรื่องความยั่งยืน / Net Zero สุดท้ายเป็นบูธ Sustainability Village เรียนรู้วิธีการนำความยั่งยืนมาใช้ในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าการลดการปล่อยคาร์บอนดูจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้โลกอยู่รอดต่อไปได้ ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องของการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ คุณรองเพชร บุญช่วยดี รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรืออบก. กล่าวว่า อบก. ได้ออกแบบเครื่องมือสนับสนุนภาคเอกชนไทยให้สามารถพิสูจน์การบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero ผ่าน 3 กลไก ได้แก่ การทำคาร์บอนฟุตพรินต์ของ องค์กร คำนวณตามประเภทขอบเขตที่ 1-3, การจัดอีเวนท์แบบปลอดคาร์บอน ซึ่งภาคเอกชนสามารถดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยทางตรง หรือซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือมาชดเชย และการทำคาร์บอนฟุตพรินต์ในผลิตภัณฑ์เป็นมาตรฐานการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวิตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน/บริโภค และการจัดการของเสียหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการออกเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนทั้งในระดับองค์กร ระดับอีเวนท์ และระดับบุคคลอีกด้วย
“การปล่อยคาร์บอนมีราคาที่ต้องจ่าย เป็นต้นทุนทั้งในแง่การใช้ชีวิตประจำวัน จนไปถึงต้นทุนทางธุรกิจ เห็นได้จาก มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM และนี่จะกลายเป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ที่ภาคเอกชนและผู้บริโภคต้องเจอ”
เมื่อการปล่อยคาร์บอนเป็นต้นทุน ในทางกลับกันการลดคาร์บอนย่อมก่อให้เกิดผลประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจเช่นกัน ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่าง คาโอ อินดัสเตรียล คือตัวอย่างของภาคเอกชนใช้แผนกลยุทธ์ธุรกิจควบคู่ไปกับแผนความยั่งยืน

คุณสุทธิพงศ์ ลิ่มศิลา Head of Corporate Strategy บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า คาโอได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ Kirei Lifestyle Plan มีทั้งหมด 19 ข้อปฏิบัติเพื่อเพิ่มความยั่งยืน โดยมีหลักการพื้นฐานที่ผู้บริโภคเป็นผู้ขับเคลื่อนและยังวางเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2040 โดยควบคุมการใช้พลังงานในโรงงาน และพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ครบวงจร เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
“ปีหน้าโรงงานคาโอจะใช้พลังงานสะอาดครบ 100% และในปี 2040 บรรจุภัณฑ์ที่คาโอผลิตทุกอย่างจะมีค่าสุทธิเป็นศูนย์ นั่นหมายความว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่จำหน่ายออกไปจะมีปริมาณเท่ากับพลาสติกที่โรงงานผลิต โดยปัจจุบันคาโอ ทำบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกภายใต้ 4 R ได้แก่ Reduce ลดความหนาของบรรจุภัณฑ์ในความแข็งแรงเท่าเดิม แต่ใช้พลาสติกน้อย ลง เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ชนิดขวดให้เป็นแบบซองในขนาดบรรจุเท่ากันสามารถลดการใช้พลาสติกมากกว่า 50%, Recycle นำขวดพลาสติกใช้แล้วกลับมาแปรรูปเพื่อทำบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีส่วนการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ 20%, Replace ใช้วัสดุจากพืชทดแทนพลาสติก หรือ Bio PET และ Reuse ออกสินค้าในบรรจุภัณฑ์แบบถุงรีฟิล เพื่อปรับพฤติกรรมให้ผู้บริโภคนำขวดบรรจุภัณฑ์เดิมกลับมาใช้อีกครั้ง"
ในเวลาเดียวกัน คาโอยังได้วิจัยโดยนำขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้วนำเข้าสู่กระบวนการทางเคมีที่คาโอคิดค้นขึ้น พัฒนามาเป็น NEWTLAC ส่วนผสมในยางมะตอยเพื่อใช้ฉาบผิวถนน และเพิ่มความทนทานและความสามารถในการรับน้ำหนักของถนน คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในปีหน้า นอกจากลดการใช้ทรัพยากรที่ดีต่อโลกแล้วยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้ด้วย
สุดท้ายนี้ คุณสุทธิพงศ์ย้ำว่า ในบรรดาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs Goal ที่องค์กรการสหประชาชาติ ได้กำหนดไว้ ดูเหมือนว่าข้อที่ 17 Partnership จะมีความสำคัญมากที่สุด เพราะหากปราศจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน คงไม่สามารถนำพาประเทศก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้
ดังเช่นงาน GC Sustainable Living Symposium 2023 : We are GEN S ที่พยายามผนึกกำลังทุกภาคส่วนสร้าง GEN S หรือ Generation Sustainability ให้มาลงมือช่วยกันสร้างความแตกต่างให้กับโลกอย่างแท้จริง