“โครงการรักษ์นํ้ามิตซุยกุ” คือหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021 เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อองค์ความรู้ในการอนุรักษ์แหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ทราบหรือไม่ว่าโครงการนี้ดำเนินงานมานานกว่า 17 ปี โดยบริษัทแม่อย่าง “ซันโทรี่” ซึ่งมีการเปิดตัวโครงการ มิตซุยกุ มาตั้งแต่ปี 2004 เพื่อสอนให้คนรุ่นใหม่รู้จักและให้ความสำคัญกับแหล่งน้ำ รวมถึงป่าที่ช่วยดูแลน้ำไว้ โดย“โครงการมิตซุยกุ” จะเน้นให้นักเรียนจะได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและน้ำผ่านประสบการณ์เชิงปฏิบัติ จุดเริ่มต้นของโครงการนี้อยู่ที่เขตอนุรักษ์น้ำธรรมชาติซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่พัฒนาน้ำสำหรับไซต์การผลิตของ “ซันโทรี่”
“โครงการมิตซุยกุ” ขยายวงกว้างออกไปตามการเติบโตของบริษัทซึ่งมีการขยายกิจการออกไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เริ่มต้นโครงการในปี 2021 ภายใต้แนวคิด “ช่วยน้ำ ช่วยโลก” ทำงานร่วมกับ ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา หรือ EEC พาเด็กๆ ในจังหวัดภูเก็ตไปเรียนรู้เรื่องราวของน้ำและการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ผ่านห้องเรียนธรรมชาติที่ทะเลภูเก็ต

ต่อมาในปี 2022 ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “คืนสมดุลให้น้ำ คืนสมดุลให้โลก” ร่วมกับ EEC และสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง หรือ RILA ภายใต้ความสนับสนุนของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของน้ำพร้อมทั้งจัดอบรมคุณครู ให้ส่งต่อองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน รวมถึงสนับสนุนจังหวัดระยองให้เป็นเมืองต้นแบบการรักษ์น้ำ
ล่าสุดปี 2566 ขยายความร่วมมือจากแค่ EEC ไปสู่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “รักษ์น้ำ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” ผ่านโรงเรียนในโครงการโรงเรียน Eco-School และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
การขยายโครงการดังกล่าว จะกลายเป็นต้นแบบกระบวนการเรียนรู้จากระดับจังหวัดสู่ระดับประเทศ เชื่อมต่อให้เยาวชนได้รับองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงในห้องเรียนธรรมชาติ เข้าใจเรื่องน้ำอย่างลึกซึ้ง เกิดมุมมองและทักษะรอบด้านในการแก้ไขปัญหาและปกป้องดูแลทรัพยากรน้ำในบ้านเกิดของตนเอง จุดประกายความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้กับเยาวชน ให้กลายเป็น “พลเมืองสิ่งแวดล้อม”

“โครงการนี้ต่อยอดมาจากโครงการต้นแบบของซันโทรี่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอย่างที่ทราบดีว่าเราผลิตเครื่องดื่มหลากหลายแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่ม ที่มีแอลกอฮอลล์และไม่มีแอลกอฮอลล์ โดยสินค้าทั้งหมดมีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในการทั้งหมด เราจึงมีความเชื่อว่าหากไม่ดูแลแหล่งน้ำให้ดีทรัพยากรจะหมดไป เราต้องการดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน จึงต้องการมีส่วนร่วมในการรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ โดยมีพันธสัญญาการอยู่ร่วมกับน้ำ หรือมิซุ โตะ อิคิรุ ซึ่งเป็นพันธสัญญาของซันโทรี่ กรุ๊ป ที่ให้ไว้กับสังคม ว่าเรามุ่งมั่นอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เพราะน้ำเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ และเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการดำรงชีวิตของทุกคน พร้อมตั้ง โครงการมิตซุยกุ โดยมิตซุ แปลว่า น้ำ ส่วน อิกุ แปลว่า การศึกษา ขึ้น เพื่อเน้นสร้างเยาวชนให้มีความรักธรรมชาติ โดยเชื่อว่าเยาวชนจะส่งต่อพลังแห่งการดูแลสิ่งแวดล้อมจากรุ่นสู่รุ่น” โอเมอร์ มาลิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซันโทรี่ เบฟเวอร์เรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย และอินโดไชน่า กล่าวถึงที่มาของโครงการ

สำหรับโครงการรักษ์นํ้ามิตซุยกุปีที่ 3 ดำเนินการใน 4 จังหวัด 4 ภูมิภาค ซึ่งแบ่งออกเป็นพื้นที่ต้นน้ำ จังหวัดเชียงราย พื้นที่กลางน้ำ จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ปลายน้ำ จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ทะเล ในจังหวัดกระบี่ เป็นค่ายสุดท้าย โดยมีตัวแทนครู และนักเรียนจากโรงเรียนบ้านเกาะจำ อ.เหนือคลอง และโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ อ.อ่าวลึก ทั้งหมด 30 คน ร่วมเวิร์คชอปห้องเรียนสิ่งแวดล้อมพร้อมเรียนรู้ธรรมชาติท้องทะเลและใต้น้ำ ณ อ่าวมาหยา เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้การอนุรักษ์น้ำและทรัพยากรสิ่งแวดล้อม หวังจุดประกายความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ให้กับเยาวชน
ตลอดระยะเวลา 3 วันของกิจกรรมค่ายรักษ์น้ำ จ.กระบี่ นักเรียน และคุณครูที่ร่วมโครงการ ได้มีโอกาสเรียนรู้การอนุรักษ์แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบห้องเรียนธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมสาระบันเทิงต่าง ๆ มากมาย เช่น กิจกรรมความสำคัญของน้ำและผู้รักษาสมดุลแห่งท้องทะเล, มิตซุยกุ เวิร์คช็อป, การศึกษาพฤติกรรมและที่อยู่อาศัยของฉลามครีบดำ,กิจกรรมดำน้ำตื้น, กิจกรรมศึกษาศูนย์การเรียนรู้ทางทะเล ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้รับจากการสัมผัสธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากประสบการณ์จริง พร้อมนำเสนอผลงานร่วมกันระหว่างนักเรียน และคุณครู

ทั้งนี้ โครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุได้วางแผนการดำเนินงานโครงการระยะยาวต่อเนื่อง 3 ปี โดยปีแรกคือปี 2566เป็นจุดเริ่มต้นในการเพาะเมล็ดพันธุ์ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและน้ำในพื้นที่ปี 2567 คือการขยายเมล็ดด้วยการเพิ่มจำนวนคน และสร้างการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น และปี 2568 เป็นปีแห่งการปลูกเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นการนำต้นแบบการเรียนรู้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School) และสร้างฐานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและน้ำออกไปให้กว้างที่สุด เพื่อสร้างพลเมืองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด