เชื่อว่าหลายคนทราบว่า OR เป็นธุรกิจภาคพลังงานที่ไม่ได้ขายแค่น้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจค้าปลีกอีกมากมายที่ผ่านการคัดสรร โดยมีความต้องการของผู้บริโภคเป็นแสงนำทาง ดันเพดานความเป็นปั๊มน้ำมัน PTT Station สู่ Community ที่สอดรับทุกไลฟ์สไตล์ ซึ่งไม่ได้ดำเนินธุรกิจแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมี “ประเทศกัมพูชา” เป็นบ้านหลังที่สองของ OR อีกด้วย
แน่นอนว่าการวางตัวของ OR ในฐานะธุรกิจข้ามชาติในกัมพูชาเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลัง Nationalized หรือเพิ่ม “ความเป็นชาติกัมพูชา” หลังเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ OR ที่จะถ่ายทอดความเป็นไทยออกไปแบบโต้ง ๆ ความยากจึงตกอยู่ที่ทีม PTTCL ต้องทำการบ้านหนักเป็น 2 เท่าเลยทีเดียว
หากถามว่าทำการบ้านหนักขนาดไหน?
บ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทย-กัมพูชา ก็น่าจะมีพฤติกรรมบริโภคที่คล้าย ๆ กันรึเปล่า? ต้องเล่าก่อนว่าประเทศกัมพูชามีจังหวะที่ทำให้ความเจริญหยุดชะงักไปขณะหนึ่ง จึงมีภาวะเศรษฐกิจแตกต่างจากบ้านเรามากพอสมควร รวมถึงสถานการณ์การเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ นั่นทำให้ PTTCL จำเป็นต้องศึกษารากฐานของกัมพูชา ภาษีนำเข้า อัตราการจ้างงาน การแข่งขันกับ Local Brand ไปจนถึงอำนาจการซื้อของประชากรที่รวยกระจุกจนกระจาย ซึ่งความท้าทายเหล่านี้มีผลต่อการตั้งราคาจำหน่ายสินค้าแน่นอน
ดังนั้น คำตอบของความท้าทายสำหรับ OR คือ การวางตัวเป็นพลเมืองที่ดี (Good Citizen) เข้าไปยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนอย่างเป็นกลาง ผ่าน Ecosystem ของ OR ที่วางโครงสร้างไว้อย่างแข็งแกร่งในกัมพูชา โดยเชื่อว่าจะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแบรนด์ใหม่ ๆ ให้ชาวกัมพูชาได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ PTT Station และ Café Amazon โมเดลธุรกิจที่คนเข้าถึงง่ายและรวดเร็ว

จริง ๆ แล้ว PTT Station ในกัมพูชา ก็มีรูปแบบการทำธุรกิจเดียวกันกับที่ไทย เพียงแต่จะมีการปรับเปลี่ยนและหมุนเวียนร้านค้าตามพฤติกรรมผู้บริโภคตามจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งไลฟ์สไตล์บางอย่างของชาวกัมพูชาก็ไม่ได้ต่างจากคนไทยเสียทีเดียว ด้วย Brand Perception ของชาวกัมพูชาที่มีต่อแบรนด์ไทยในทิศทางบวก รวมถึงความสะดวกในการนำเข้าวัตถุดิบด้วยระยะทางอันใกล้ การที่ OR ตัดสินใจเลือกกัมพูชาเป็น Second-Homebase จึงเป็นอีกหนทางการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ชาญฉลาด
เพื่อไม่ให้ OR ในฐานะธุรกิจข้ามชาติถูกตั้งคำถามว่า "เข้ามา disrupt ตลาดในประเทศอื่นรึเปล่านะ?" PTT Station ของกัมพูชาจึงมีทั้ง Local Brand มีร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 ที่ซื้อเฟรนไชส์มาดูแลทีละสาขาโดย OR Non-Oil และยังมีเชนร้านอาหารที่เราคุ้นเคยในไทย เช่น Dairy Queen, The Pizza Company รวมถึงแบรนด์ชานมไข่มุกอย่าง Kamu-Kamu และ KOI-thé ก็มีเช่นกัน
และที่น่าสนใจคือ แบรนด์ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ “โอ้กะจู๋” ก็กำลังสำรวจตลาดกัมพูชา เพื่อวางแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2025 เพราะ OR เชื่อว่าการนำเข้าธุรกิจที่หลากหลาย ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความคุ้นเคยแบรนด์ไทย โดยที่ไม่ขัดต่อประเด็นความอ่อนไหวภายในประเทศ

ในฝั่งเชนร้านกาแฟอย่าง Café Amazon เองก็ไม่น้อยหน้า ข้อดีของการลงทุนกับร้านกาแฟคือผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทันที จึงไม่แปลกที่จะสามารถต่อยอดธุรกิจนี้ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่ประเด็นสำคัญคือ ราคาขายของเครื่องดื่มใน Café Amazon ที่กัมพูชาสูงกว่าของไทยประมาณ 1.5 เท่า เนื่องจากวัตถุดิบทั้งหมดเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศอื่น ทำให้คาเฟ่นกแก้วแห่งนี้กลายเป็น Upper-Middle Class Café ของชาวกัมพูชาวัยทำงานโดยปริยาย ตกตะกอนเป็นโจทย์มาร์เก็ตติ้งเพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นการบ้านที่ PTTCL ต้องทำเพิ่มเร็ว ๆ นี้
นั่นหมายความว่า การแข่งขันด้วยราคาสินค้าอาจไม่ตอบโจทย์การทำธุรกิจในกัมพูชา OR จึงเลือกที่จะสู้ด้วยคุณภาพและรูปแบบร้านค้า ทำให้ Café Amazon มีส่วนแบ่งทางการตลาดราว 23% (มากเป็นอันดับหนึ่งในกัมพูชา) และปัจจุบันมีทั้งหมด 231 สาขา โดย 90% เป็นแบบเฟรนไชส์
และทุกแคมเปญที่เกิดขึ้นในไทย แน่นอนว่าเกิดขึ้นในกัมพูชาเช่นกัน อย่าง Café Amazon for Chance ที่ให้โอกาสผู้พิการทางการได้ยินมาเป็นพนักงานในร้าน 50% ซึ่งสาขานี้ก็ได้รับความนิยมไม่เบา หากอ่านมาจนถึงตรงนี้ ก็จะมองภาพที่ OR สร้างงานสร้างรายได้ให้ชาวกัมพูชาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ใช่ว่า Café Amazon จะไม่มีคู่ต่อกร ในช่วงแรก ๆ ยังต้องแข่งขันกับ Local Brand อย่าง Tube เป็นคาเฟ่ที่มีกาแฟและมื้อเที่ยง ซึ่งได้เปรียบทางการแข่งขันมากกว่า Café Amezon ที่ขายเพียงกาแฟและเบเกอรี่ จึงเป็นโอกาสดีของ “ดุสิตฟู้ดส์“ ในการเข้ามาเป็นทั้งผู้ผลิตและที่ปรึกษาด้านอาหารให้กับ Café Amazon พัฒนาเป็นร้านกาแฟที่สามารถเข้ามาได้ทุกเมื่อ มีทั้งกาแฟและอาหารแบบ full-service ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวพร้อม ๆ กับ Café Amazon Concept Store ภายในปีหน้า
ในกัมพูชาไม่ได้จบแค่ PTT Station และ Café Amazon แน่นอน
คุณรชา อุทัยจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า “
นอกจากนี้ OR ยังแสวงหาโอกาสในการดำเนินธุรกิจพลังงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Battery Swapping และสถานีชาร์จไฟฟ้า EV station PluZ และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ร้าน Café Amazon ร้านสะดวกซื้อ และร้านสะดวกซัก “อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย” Otteri Wash & Dry”ในปี 2024 ที่กำลังจะถึงนี้ OR ตั้งเป้ารายได้เติบโตที่ 4-5% ซึ่งสอดคล้องกับ GDPs ของกัมพูชา และวางแผนเพิ่มจำนวนสาขาภายใน 5 ปี ดังนี้
- PTT Station 283 สาขา
- Cafe Amazon 393 สาขา
- Convenience Store 105 สาขา
- EV Station PluZ 55 สาขา
- Onion Mobility 12 สาขา
การ Synergy กันระหว่าง OR และประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง จึงสอดคล้องกับเป้าหมาย OR 2030 ใน 3 มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ กับพันธมิตรทั้งจากประเทศไทยและพันธมิตรในพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ OR “Empowering All toward Inclusive Growth” เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน
