ความผันผวนบนโลกธุรกิจ ส่งผลให้ Wealth Management กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะสิ่งที่ลูกค้า Wealth ยุคใหม่มองหา ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่อง “ผลตอบแทนสูงที่สุด” แต่เป็น “ผลลัพธ์ทางการเงิน” ที่ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของตัวเองที่มากกว่า สิ่งที่ตามมา คือภาพของธนาคารและผู้เล่นในตลาด Wealth ต้องปรับเกมการแข่งขันใหม่ จากเดิมที่เน้นขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือการแข่งขันด้านผลตอบแทน ไปสู่การออกแบบประสบการณ์และโซลูชันที่เข้าใจลูกค้าแต่ละคนในเชิงลึกมากขึ้น
ล่าสุด CIMB THAI ประกาศยุทธศาสตร์ “Wealth Your World” ภายใต้แนวคิด “ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือความมั่งคั่งในแบบคุณ” ซึ่งสะท้อนการขยับบทบาทของธุรกิจ Wealth จากการเป็นเพียงผู้ขายโปรดักต์ทางการเงิน ไปสู่การเป็นพาร์ตเนอร์ด้านการบริหารชีวิตทางการเงินแบบเฉพาะบุคคล
วุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การประกาศยุทธศาสตร์ ‘Wealth Your World’ ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือความมั่งคั่งในแบบคุณ มีเป้าหมายสำคัญในการพาลูกค้าบรรลุเป้าหมายชีวิตด้วย 3 โจทย์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ Safer ปกป้องความมั่งคั่ง, Smarter เติบโตอย่างชาญฉลาด และ More Personal Outcomes ออกแบบโซลูชันทางการเงินเฉพาะบุคคล เพราะวันนี้ลูกค้า Wealth ยุคใหม่ ไม่ได้มองหาเพียง ‘ผลตอบแทนสูงสุด’ แต่ต้องการ ‘ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีกว่า’ คือ ความมั่งคั่งในแบบที่ตรงกับเป้าหมายชีวิตมากที่สุด และลูกค้าแต่ละคนมี ‘โลก’ และเป้าหมายทางการเงินไม่เหมือนกัน
“วันนี้ Wealth ที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชีมากที่สุด ไม่ได้มาจากการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือการได้เป็นเจ้าของโลกในแบบที่คุณต้องการ จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ ‘Wealth Your World: ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ’ ซีไอเอ็มบี ไทย พร้อมเป็นจุดพักเงินสร้างความมั่งคั่งอย่างปลอดภัยและเข้าใจลูกค้าที่สุด”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนภาพของตลาด Wealth ในปัจจุบันได้ค่อนข้างชัด เพราะลูกค้า Wealth ยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มนักลงทุนที่ผ่านช่วงตลาดผันผวนมาหลายรอบ เริ่มให้น้ำหนักกับ “ความมั่นคง” และ “คุณภาพของชีวิต” มากขึ้น ขณะที่คำว่า Personalized Wealth ก็เริ่มกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

สิ่งสำคัญ คือ CIMB THAI ตั้งเป้าเป็นธนาคารที่เข้าใจโลกของลูกค้ามากที่สุด พร้อมวางเป้าหมายผลักดันธุรกิจ Wealth ให้เติบโต 3 เท่าภายใน 5 ปี (ปี 2569-2573) ผ่านการสร้าง Wealth Ecosystem ที่ผสานทั้งความแข็งแกร่งของธนาคาร ความต้องการของลูกค้า และการสร้าง Community ระหว่างกลุ่มลูกค้า Wealth เข้าไว้ด้วยกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์ครั้งนี้ไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เชื่อมทั้งเรื่องการลงทุน ไลฟ์สไตล์ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งสะท้อนว่าเกม Wealth ยุคใหม่กำลังขยับจาก Product-Centric ไปสู่ Relationship-Centric มากขึ้น โดย Wealth Ecosystem ของ CIMB THAI ถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ CIMB Safer Pocket, CIMB Preferred และ CIMBweBOND Club
ในส่วนของ CIMB Safer Pocket ธนาคารวางตำแหน่งให้เป็นโซลูชันสำหรับการบริหารเงินในส่วนที่ต้องการ “อยู่รอด อยู่ได้ และเติบโต” ในทุกสภาวะตลาด ผ่านเครื่องมือบริหารพอร์ต “CIMB Donut” ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโครงสร้างพอร์ตได้ง่ายขึ้น และสามารถบริหารเงินลงทุนอย่างมีวินัย
ภายใต้แนวคิดนี้ พอร์ตการลงทุนถูกออกแบบโดยทีม Wealth Research & Advisory ของ CIMB THAI ซึ่งจะติดตาม ทบทวน และปรับสมดุลพอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยคัดเลือกหุ้นกู้ กองทุนรวม และประกัน ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งหากมองในเชิงกลยุทธ์ การออกแบบ Safer Pocket ถือเป็นการตอบรับพฤติกรรมใหม่ของนักลงทุนไทยที่เริ่มให้ความสำคัญกับ “Downside Protection” มากขึ้น หลังเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจผันผวน ดอกเบี้ยขาขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อีกหนึ่งแกนสำคัญคือ CIMB Preferred ซึ่งธนาคารใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายระดับอาเซียนมาเป็น Differentiation สำคัญ โดยสมาชิก CIMB Preferred ของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จะได้รับสิทธิ์ CIMB Preferred ระดับอาเซียนในทุกประเทศเครือข่ายของกลุ่ม CIMB ทันที
จุดแข็งนี้ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ ซึ่งปกติเป็นตลาดที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อบริการด้าน Wealth Advisor, Open Architecture Fund Platform รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์และการเดินทางเข้าไว้ด้วยกัน ภาพที่เห็นกันในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงการขายบริการ Wealth แต่เป็นการพยายามสร้าง “Regional Wealth Experience” ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผู้เล่นระดับภูมิภาคที่เริ่มใช้เครือข่ายข้ามประเทศมาเป็นแต้มต่อในการแข่งขัน
ขณะที่ CIMBweBOND Club ถือเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจการเงิน จากการสร้างฐานลูกค้า ไปสู่การสร้าง Community ของนักลงทุน ซึ่งปัจจุบัน CIMB THAI มีลูกค้าซื้อหุ้นกู้หลักแสนคน และหลายคนลงทุนกับธนาคารต่อเนื่องมานานนับสิบปี ธนาคารจึงต่อยอดฐานลูกค้ากลุ่มนี้ผ่านการสร้าง Community Experience และกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้งตัวลูกค้า ครอบครัว และคนรอบตัวเข้าด้วยกัน เช่น การจัดกิจกรรม CIMBweBOND Concert ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นกิจกรรม CRM ทั่วไป แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ร่วมของครอบครัวลูกค้า ตั้งแต่ความบันเทิง ไปจนถึงพื้นที่แสดงความสามารถของบุตรหลานลูกค้า
แนวทางนี้สะท้อนว่า ธุรกิจ Wealth ในปัจจุบันกำลังแข่งขันกันที่ Emotional Relationship มากขึ้น เพราะเมื่อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเริ่มมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น ประสบการณ์และความผูกพันกับแบรนด์จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าระยะยาว
อีกด้านหนึ่ง CIMB THAI ยังพยายามยกระดับประสบการณ์การลงทุนหุ้นกู้ผ่านฟีเจอร์ CIMB My Bond ในแอปพลิเคชันของธนาคาร ที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพรวมพอร์ตหุ้นกู้แบบเรียลไทม์ พร้อมเดินหน้าสู่บริการหุ้นกู้ไร้ใบ ด้วยบริการรับฝากใบหุ้นกู้ถึงบ้านลูกค้า เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขายและบริหารจัดการสินทรัพย์

นอกจากนี้ เรื่องของ Wealth Ecosystem ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการเดินหน้าสร้าง Financial Literacy อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “Bond Literacy Mission” ที่ร่วมกับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ภารกิจดังกล่าวสะท้อนว่าธนาคารไม่ได้มองเรื่องความรู้ทางการเงินเป็นเพียง CSR แต่กำลังใช้ Financial Literacy เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตลาดและขยายฐานนักลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มตราสารหนี้ที่ยังมีช่องว่างด้านความเข้าใจในตลาดไทยค่อนข้างมาก
ภายใต้โครงการนี้ ดร.วิทย์ จะถ่ายทอดความรู้ด้านการลงทุนผ่านคอนเทนต์ซีรีส์ “Unleash Your Wealth: Bond Series” ผ่าน Facebook, YouTube และ TikTok ของ CIMB THAI ตลอดทั้งปี 2569 เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าใจการบริหารเงินและการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน “ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา” ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นลูกค้าหุ้นกู้ของ CIMB THAI และปัจจุบันทำหน้าที่พรีเซ็นเตอร์หุ้นกู้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จะเข้ามาร่วมสร้างการรับรู้และผลักดัน Bond Literacy Mission ให้เข้าถึงคนไทยในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งการเลือกใช้ก้อง-สหรัถ ยังสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการเชื่อมภาพลักษณ์ของ “ความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และการวางแผนชีวิตระยะยาว” เข้ากับภาพของการลงทุนตราสารหนี้ ซึ่งเป็นการใช้ Brand Personality ของพรีเซ็นเตอร์ให้สอดคล้องกับประเภทสินทรัพย์อย่างชัดเจน
“CIMB THAI ต้องการเป็นธนาคารที่เข้าใจโลกของลูกค้ามากที่สุด Wealth ที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่จะวัดจากความสามารถในการช่วยให้ลูกค้ามั่งคั่ง มั่นคง มั่นใจ และเข้าใกล้เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของตัวเองมากขึ้น” วุธว์ กล่าว
หลังจากนี้ คือการเดินเกมของ CIMB THAI จะไม่หยุดอยู่แค่การขายผลิตภัณฑ์การเงินอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การสร้าง “Community Banking” ที่ใช้ประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และความผูกพันเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาฐานลูกค้า ในวันที่การแข่งขันด้านผลตอบแทนไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้เหมือนเมื่อก่อน
ดังนั้น ธนาคารที่สามารถสร้าง Emotional Engagement ได้ดี จะกลายเป็นผู้เล่นที่ได้เปรียบกว่าในระยะยาว และการเปิดตัว “CIMBweBOND Club” ก็อาจเป็นอีกสัญญาณสำคัญว่า CIMB THAI กำลังรีโพสิชันตัวเองจาก “ธนาคารขายการลงทุน” ไปสู่ “แบรนด์ที่อยู่ในไลฟ์สไตล์การลงทุน” ของลูกค้ายุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ