ในอดีตสีทาบ้านเป็นเพียงสีที่ช่วยในการแต่งเติมเสริมความงามทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวา แต่สีทาบ้านในยุคนี้มีคุณสมบัติที่มากกว่านั้น คือช่วยลดความร้อนภายในบ้านเพราะด้วยนวัตกรรมในปัจจุบันทำให้สีทาบ้านได้กลายเป็นตัวช่วยทำให้บ้านอยู่สบายขึ้นและประหยัดได้มากขึ้น ตอบโจทย์สำหรับอากาศในเมืองไทยที่ไม่ว่าฤดูไหนๆ ก็แทบจะหนีไม่พ้นอากาศร้อนแน่นอนว่า การคิดค้นนวัตกรรมสีเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคคงหนีไม่พ้นเบเยอร์ผู้นำสีนวัตกรรม รักษ์โลก รักคุณ ที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการงานสี คิดโซลูชั่นนำเอานวัตกรรมต่างๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาบ้านร้อนมาโดยตลอด ทำให้ปีนี้เบเยอร์ได้คะแนนสูงสุดในปัจจัยด้าน Innovation ของกลุ่มธุรกิจสีทาอาคาร จากผลการสำรวจ 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company
ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของเบเยอร์ว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี เบเยอร์เชื่อว่าเราไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสี แต่ต้องเป็นผู้รังสรรค์นวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง ภายใต้สโลแกน Eco-Wellness Innovation สีนวัตกรรม รักษ์โลก รักคุณ โดยจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์สีที่มีนวัตกรรม ใส่ใจต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี”
จากวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของเบเยอร์ นำมาสู่นโยบายการพัฒนาผลิตภัณฑ์และธุรกิจให้สอดรับลงตัวกันทุกมิติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกผลิตภัณฑ์จากเบเยอร์คือสิ่งที่ใช่ สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือแนวคิดของเบเยอร์ที่มีการคิดค้นทำการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สุดยอดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการด้านการใช้งานและพัฒนาคุณภาพชีวิต ต้องไม่สร้างผลกระทบหรือลดการเกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เริ่มตั้งแต่การปรับกระบวนการทั้ง Value Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ ลดการใช้เคมีสังเคราะห์แล้วหันมาใช้วัตถุดิบธรรมชาติ Bio-Based ทดแทนให้มากขึ้น เพื่อลด Inorganic Consumption ที่เป็นภาระแก่โลกโดยไม่จำเป็น ซึ่งในด้านการผลิตเบเยอร์เป็นรายแรกและรายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้ระบบ Automatic Vacuum Inline Dispersion (AVID) เทคโนโลยีระบบปิดแบบสุญญากาศที่ให้คุณภาพสูงที่สุดกว่าระบบการผลิตทั่วไป ที่สำคัญคือลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง เป็นเทคโนโลยีที่คืนอากาศสะอาดแก่ชุมชน สังคม และประเทศอีกด้วย

ด้านผลิตภัณฑ์ของเบเยอร์ต้องเป็นไปตามปณิธาน Eco-Wellness Innovation อย่างเคร่งครัด คือไม่ใช่แค่เพียงสินค้า แต่ต้องเป็นนวัตกรรมรังสรรค์แก่ผู้ใช้และแก่โลกที่ให้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่สะท้อนว่าเบเยอร์ทำได้จริง นั่นคือผลิตภัณฑ์กว่า 37 รุ่นได้รับการรับรองมาตรฐานฉลากลดคาร์บอน โครงการฉลากเขียว มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ประเภท ผลิตภัณฑ์สีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์คูล ไดมอนด์ชิลด์ 15 เป็นรายแรกและรายเดียวในไทยที่ได้รับฉลากลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ หรือฉลากลดโลกร้อนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)
นี่จึงเป็นเหตุผลของการเลือกใช้สีทาบ้านที่จะช่วยลดอุณหภูมิให้แก่โลก เพราะเบเยอร์คูล นวัตกรรมสีบ้านเย็น กันความร้อนระดับโลก มีคุณสมบัติช่วยสะท้อนความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยไมโครสเฟียร์เซรามิกหรือเซรามิกคูลลิ่งเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้กับกระสวยอวกาศนาซา คุณสมบัติที่น่าสนใจของเทคโนโลยีนี้ คือการทำหน้าที่เสมือนเป็นฉนวนกันความร้อน รักษาความเย็น ปกป้องบ้านจากรังสี UV สามารถสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้าสู่ภายในบ้านได้สูงกว่า 97.2% ส่งผลให้อุณหภูมิในบ้านลดลง เครื่องใช้ไฟฟ้าจึงกินไฟน้อยลง และช่วยประหยัดค่าไฟได้จริงทำให้บ้านเย็นขึ้นมากกว่าเดิมจนรู้สึกได้อีกทั้งช่วยสะท้อนความร้อนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้โตเต็มวัยมากถึง 14 ล้านต้น นอกจากนี้การเลือกสีทาบ้านสีเข้ม หลายคนอาจกังวลใจเรื่องแสงแดดและอุณหภูมิ เพราะบ้านสีเข้มดูดความร้อนได้มากกว่าการเลือกทาบ้านด้วยสีโทนอ่อน แต่นวัตกรรมไมโครสเฟียร์เซรามิก มีอนุภาคขนาดเล็กที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อสี มีความกลมกลวงด้านในจึงทำให้ไม่นำพาความร้อน รวมถึงผิวเกลี้ยงยังทำให้ช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงแดดได้ดีกว่าสีโทนเข้มทั่วๆ ไป

อีกทั้งเทคโนโลยีไดมอนด์บอนด์เพิ่มคุณสมบัติการยึดเกาะของเนื้อสีทำให้สีติดแน่นถึง 15 ปี ทำให้ฟิล์มสีแข็งแกร่งทนทาน จนคราบสกปรกหรือฝุ่นควันที่ทำให้บ้านดูหมองเกาะติดได้ยากขึ้น ป้องกันการเกิดเชื้อรา ตะไคร่น้ำ ที่สำคัญยังมีคุณสมบัติทำความสะอาด ตัวเองได้ (Self-Cleaning) บ้านจึงดูใหม่อยู่เสมอ ไม่จำเป็นต้องทาสีซ้ำหลายรอบเพราะการทาสี 1 รอบ เป็นการนำสีที่มีค่าคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปแปะอยู่ในผนัง ซึ่งการทาสี 1 ตารางเมตรเทียบเท่ากับปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 616 กรัม ซึ่งสีเบเยอร์คูลเป็นสีที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำที่สุดอยู่ที่ 482 กรัม เมื่อเทียบกับสีเกรดเดียวกันในตลาด จนได้รับการรับรองฉลากลดโลกร้อนจากองค์การจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เบเยอร์กลายเป็นสีประหยัดไฟตัวจริง เพราะเมื่อบ้านเย็นขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าก็กินไฟน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟได้สูงสุดถึง 32% ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกด้วย
เบเยอร์คูลไม่ได้แค่ครีเอทตลาดแต่ยังเป็นสินค้าที่เซตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสี เพราะความสำคัญของสินค้าตัวนี้ช่วยลดโลกร้อนได้ จึงออกมาตรฐานสีใหม่ของประเทศไทยเรียกว่ามาตรฐานสีอิมัลชัน ลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ กระทรวงพลังงานได้เห็นถึงความสำคัญตรงนี้จึงมอบฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงทำให้เบเยอร์คูลกลายเป็นสินค้าประเภทสีที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงเช่นเดียวกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของเบเยอร์ที่จะต้องเป็นไปตามปณิธาน Eco-Wellness Innovation อย่างเบเยอร์ ซูพรีม สำหรับงานไม้ และกริปเทค ทูอินวัน สำหรับงานเหล็ก ครบในกระป๋องเดียว ช่วยผู้บริโภคปรับขั้นตอนการทำงานให้เร็วขึ้น ลดต้นทุนของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น ไม่ต้องทารองพื้น ไม่ต้องผสมทินเนอร์ พร้อมใช้ได้ทันที หรือสีที่ใส่ใจต่อสุขอนามัยอย่าง เบเยอร์ชิลด์ แอร์เฟรช แอนตี้ไวรัส โกลด์ ไอออน มีเทคโนโลยี โกลด์ ไอออน สามารถยับยั้งเชื้อโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2) บนผนังได้
Innovation ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเกิดจากไอเดียและกระบวนการซึ่งถูกเพาะบ่มจนกลายเป็น DNA ของครอบครัวเบเยอร์ ดร.วรวัฒน์ เล่าว่า เบเยอร์มี Core Value หลักที่เรียกว่า FOCUS ถูกปลูกฝังอยู่ในตัวพนักงานของเบเยอร์ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน พนักงานเขารู้ว่าแนวทางของบริษัทเป็นแบบนี้ จึงใช้แนวทางนี้เป็นเกณฑ์ในการที่จะพัฒนาหรือทำงานของเขา โดยเริ่มที่ Flexibility & Agile ยืดหยุ่นและคล่องตัว ไม่ยึดติดในหน้าที่การทำงาน ช่วยกันพัฒนาสินค้าให้กับเบเยอร์ได้มีความรู้ที่หลากหลายแทนที่จะเป็นเพียงแค่นักเคมีอย่างเดียว Ownership by Entrepreneurial Spirit จิตวิญญาณผู้ประกอบการ พนักงานทุกคนนามสกุลเบเยอร์ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของในทุกส่วนทุกฟังก์ชั่นของงาน ทุกคนมีส่วนทำให้โลกดีขึ้นได้ เป็นเจ้าของความสำเร็จร่วมกัน Creative and Innovative สร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญเพราะเบเยอร์มีการปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา สร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งสินค้าที่เกิดขึ้นเป็นผลงาน Creativity ของทีมงานเบเยอร์ทั้งหมด Unified Teamwork with Effective Communication ร่วมใจทำงานเป็นทีม ไม่มีใครทำงานคนเดียว มีความหลากหลายในงาน พนักงานสามารถเรียนรู้ได้หลากหลายหน้าที่ สุดท้ายจะไม่ทำให้เบเยอร์มาถึงทุกวันนี้ถ้าขาด Sustainability มุ่งเน้นความยั่งยืน พนักงานของเบเยอร์ได้มีส่วนร่วมในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก ภายในบริษัทรณรงค์เรื่องการลดใช้พลาสติก หันมาใช้กระเป๋าผ้า และกระติกน้ำแทน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ประกอบกันเป็นความภูมิใจที่ทำให้เกิด Sustainability ได้
สุดท้ายแล้วจะเห็นได้ว่าแนวทางการรุกตลาดของสีเบเยอร์ถูกคิดมาจาก Pain Point ของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ้านร้อน เรื่องลดขั้นตอนการทำงาน หรือเรื่องของสุขภาพ เป็นการนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้า ขณะเดียวกันความชัดเจนในแนวทางของธุรกิจอย่างเบเยอร์ ที่ยึดหลักนวัตกรรมนำมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ใช้ประโยชน์ได้จริง มีส่วนในการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ย่อมทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ และไม่ลังเลที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเบเยอร์