ทุกๆ ปีเราจะเห็นการจัดอันดับบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกจากสำนักต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่บอกตัวเลขมูลค่าตลาดและความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ตัวเลขและอันดับเหล่านั้นล้วนส่งผลกระทบต่อโลกการเงิน รวมถึงบทบาทในเศรษฐกิจโลก
โดยบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกประจำปี 2023 ของ Forbes Global 2000 จากการจัดอันดับตามรายได้ กำไร สินทรัพย์ และมูลค่าตลาดของบริษัทพบว่า 10 อันดับสูงสุด ได้แก่
อันดับ 1 JPMorgan (สหรัฐอเมริกา)
อันดับ 2 Saudi Arabian Oil (ซาอุดีอาระเบีย)
อันดับ 3 ICBC (จีน)
อันดับ 4 China Construction Bank (จีน)
อันดับ 5 Agricultural Bank of America (สหรัฐอเมริกา)
อันดับ 6 Bank of America (สหรัฐอเมริกา)
อันดับ 7 Alphabet (สหรัฐอเมริกา)
อันดับ 8 ExxonMobil (สหรัฐอเมริกา)
อันดับ 9 Microsoft (สหรัฐอเมริกา)
อันดับ 10 Apple (สหรัฐอเมริกา)
แม้อันดับในปีนี้จะมีบริษัทพลังงานติดโผ Top 10 เข้ามาเยอะ เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ทะยานสูงขึ้น แต่บริษัทเทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กำลังคุกคามบริษัทที่เป็นผู้นำและสร้างผู้ชนะหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
กลับมาที่ประเทศไทย การจัดอันดับ Forbes Global 2000 ประจำปีนี้ พบว่า ปตท. นำมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยธนาคารกสิกรไทย, เอสซีบี เอกซ์, ปูนซิเมนต์ไทย, ซีพี ออลล์, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, อินโดรามา เวนเจอร์ส, ไทยเบฟ, ไทยออยล์, เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, สยามแม็คโคร, พีทีที โกลบอล เคมิคอล, แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส, บ้านปู, ท่าอากาศยานไทย และธนาคารทหารไทยธนชาต
อันดับต่างๆ กำลังจะบอกอะไรเรา? อย่างแรกนี่คือดัชนีที่สะท้อนถึง “ความน่าเชื่อถือ” ของบริษัทเหล่านั้น ที่สำคัญยังชี้ให้เห็นถึง “ความสามารถ” ในการบริหารองค์กรท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์โลกที่นับวันยิ่งผันผวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่นับภาวะโลกเดือดที่กำลังเป็นแรงกดดันให้บริษัทต้องปรับตัวรองรับกับระเบียบโลกใหม่ที่มีกำแพงภาษีเป็นเครื่องมือ
เช่นเดียวกับ 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company เป็นโครงการงานวิจัยที่นิตยสาร BrandAge จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 และมีการจัดอันดับบริษัทต่างๆ โดยใช้หลักการการชี้วัดความชื่นชอบของผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance) ภาพลักษณ์ (Corporate Image) การบริหารการจัดการ (Management) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development) การบริการ (Excellence Service)
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปีนี้ของ 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company คือการเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรม จากเดิมที่มี 23 กลุ่มเป็น 24 กลุ่ม โดย “กลุ่มธุรกิจพลังงาน” เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่ BrandAge เลือกที่จะทำการสำรวจวิจัยเพิ่มเติม เนื่องจากมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมนี้ทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
โดยกลุ่มธุรกิจพลังงานที่คว้า 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company จากที่ BrandAge สำรวจเป็นครั้งแรกก็คือปตท. ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ พีทีที โกลบอล เคมิคอล ตามด้วยบ้านปู, กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ และ บางจาก คอร์ปอเรชั่น
สำหรับ 23 กลุ่มธุรกิจเดิม มีดังนี้ 1. กลุ่มธุรกิจอาหาร 2. กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร 3. กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม 4. กลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า 5. กลุ่มธุรกิจยานยนต์ 6. กลุ่มธนาคารรัฐ 7. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ 8. กลุ่มธุรกิจประกันภัย 9. กลุ่มธุรกิจประกันชีวิต 10. กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง 11. กลุ่มธุรกิจสีทาอาคาร 12. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ 13. กลุ่มธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน 14. กลุ่มธุรกิจพลังงาน 15. กลุ่มธุรกิจพาณิชย์ 16. กลุ่มธุรกิจขายตรง 17. กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า 18. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง 19. กลุ่มโรงพยาบาลรัฐ 20. กลุ่มโรงพยาบาลเอกชน 21. กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีโทรคมนาคม 21. กลุ่มธุรกิจไอที 23. กลุ่มองค์การมหาชน 24. กลุ่มองค์การมหาชน (นวัตกรรมและเทคโนโลยี)
จากผลการสำรวจในปีนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกบริษัทในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมที่เคยครองตำแหน่งที่ 1 ในปีที่แล้ว สามารถรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ในปีนี้ไว้ได้ทั้งหมด ยกเว้นกลุ่มโรงพยาบาลรัฐที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นำโด่งมาเป็นอันดับ 1 นำโรงพยาบาลรามาธิบดีเจ้าของอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้วให้มาอยู่อันดับ 2
แต่นอกนั้นยังรั้งเก้าอี้เบอร์ 1 ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นเนสท์เล่, ฟู้ดแพชชั่น, สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์, บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารไทยพาณิชย์, วิริยะประกันภัย, เอไอเอ ประเทศไทย, เอสซีจี, ทีโอเอ เพ้นท์, เอพี ไทยแลนด์, ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR), โอสถสภา, กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้, เซ็นทรัลพัฒนา, สรรพสินค้าเซ็นทรัล, โรงพยาบาลกรุงเทพ, แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส, เอเซอร์ คอมพิวเตอร์, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
ส่วนตำแหน่งที่ 2 เปลี่ยนเพียงเล็กน้อย มีเพียงกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มเท่านั้นที่น่าจับตา โดยสิงห์ คอร์เปอเรชั่น รักษาตำแหน่งผู้นำเบอร์ 1 แต่อันดับ 2 กลับเป็นไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งปีที่แล้วรั้งตำแหน่งเบอร์ 4 ปล่อยให้โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) ในปีที่แล้วอยู่เบอร์ 2 ตกไปอยู่เบอร์ 3 ตามด้วยโอสถสภา กลุ่มธุรกิจ TCP คาราบาวกรุ๊ป ส่วนโออิชิ กรุ๊ป ตามท้ายในลำดับที่ 7 จากปีที่แล้วอยู่ที่ 3
และเป็นประจำทุกปีที่ Thailand’s Most Admired Company จะเต็มไปด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากองค์กรต่างๆ หลากหลายกลุ่มธุรกิจ ที่จะพาไปพบกับ Success Story ตลอดจนสาเหตุปัจจัยอันเป็นกุญแจสำคัญทำให้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด และรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ทุกครั้งไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์อะไร
Message หนึ่งที่เราสัมผัสได้ คือจะมีการแข่งขันอะไรที่สำคัญไปกว่าการแข่งขันกับตัวเอง และไม่ตกอยู่ในหลุมพรางแห่งความสำเร็จแบบเดิมๆ
เคล็ดลับแห่งความสำเร็จจากผู้นำองค์กรในระดับชั้นแนวหน้าของเมืองไทยยังมีให้อ่านอีกมากมายภายใน Cover Stories เล่มนี้
การศึกษาการรับรู้ที่เกี่ยวกับองค์กร (Corporate Perception) ความมีชื่อเสียงขององค์กร (Corporate Reputation) ความสามารถขององค์กร (Corporate Performance) และการมีอิทธิพลขององค์กร (Corporate Influence) ตลอดจนภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Image) ที่สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับผู้บริโภค เป็นปัจจัยสำคัญของงานวิจัยความน่าเชื่อถือขององค์กรหรือบริษัทที่มีภาพลักษณ์ที่ดี การมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น ความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านนวัตกรรมที่สร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการรับข้อมูลข่าวสาร และทำให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา ที่สะท้อนกลับมายังภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร
คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ภายใต้การกำกับดูแลของ ผศ.อรรถการ สัตยพาณิชย์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ร่วมมือกับ BrandAge ในการดำเนินการเก็บแบบสอบถามและประเมินผล เพื่อศึกษาเรื่องความน่าเชื่อถือขององค์กร ในเรื่องของการมีภาพลักษณ์ที่ดีในงานวิจัย 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company
ระเบียบวิธีวิจัย
การศึกษาวิจัยจะเป็นการวิจัยแบบสำรวจ (Survey Research) ด้วยการเก็บข้อมูลแบบสัมภาษณ์ (Interview Form) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาจะเป็นผู้ที่ทำงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น กลุ่มตัวอย่างจะเลือกตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Non-probability Sampling) โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) ซึ่งเป็นการกำหนดสัดส่วนจำนวนตัวอย่างของประชากรที่มีคุณสมบัติบางประการที่ต้องการเก็บข้อมูล และกระจายจำนวนกลุ่มตัวอย่าง โดยแบ่งตามเพศและช่วงอายุ
การสุ่มตัวอย่างแบบโควตาที่ใช้จัดทำในการวิจัยจะเป็นการกระจายกลุ่มตัวอย่างโดยแบ่งตามเพศและช่วงอายุ จะให้ความเที่ยงตรงมากกว่าการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เนื่องจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบนี้จะไม่ใช้กลุ่มตัวอย่างเพศหรืออายุช่วงใดช่วงหนึ่งมากจนเกินไป โดยจำนวนกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้จะทำการสุ่มตัวอย่างเพื่อจัดเก็บข้อมูลทั้งหมด 400 ตัวอย่าง เริ่มสัมภาษณ์เพื่อจัดเก็บข้อมูลตามโควตาที่กำหนด พร้อมกับการประเมินผลจากการวิจัยตั้งแต่เดือนสิงหาคม - กันยายน 2566
ขอบเขตการศึกษา
2023-2024 Thailand’s Most Admired Company เป็นการศึกษาทัศนคติของกลุ่มเป้าหมายต่อ 24 กลุ่มธุรกิจ ที่อยู่ท่ามกลางการดำเนินชีวิตของคนเมือง (Metro Lifestyle) ต่อปัจจัยในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทหรือองค์กร จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นบริษัทที่เข้าเงื่อนไขการเป็น 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company
1. ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation)
คำถามที่ใช้ในการเจาะลึกจะเกี่ยวข้องกับศักยภาพในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขององค์กร ความต่อเนื่องในการประดิษฐ์คิดค้น ความสามารถในการปรับปรุงสิ่งเดิมให้กลายเป็นสิ่งใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ที่นำมาซึ่งนวัตกรรม (Innovation)
2. ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance)
การพิจารณาความสามารถในการทำกำไรขององค์กร จำนวนทรัพย์สิน การประกอบธุรกิจขององค์กรที่กระจายการลงทุนไปทั่วโลก มีการขยายธุรกิจขององค์กรที่มีอยู่อย่างตลอดเวลา การเติบโตของธุรกิจ ที่มีเป็นไปอย่างยั่งยืน การเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียง มีระบบควบคุมการตรวจสอบทุจริตที่ดี
3. ภาพลักษณ์ (Corporate Image)
การเป็นเจ้าของแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง เป็นแบรนด์ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ และเป็นแบรนด์ที่ประเมินเป็นทรัพย์สินแล้วมีมูลค่าสูง
4. การบริหารการจัดการ (Management)
การเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานให้มีความสามารถเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สามารถรักษาคนเก่งให้ร่วมงานได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทีมงานผู้บริหารมีความสามารถ ใส่ใจดูแลพนักงาน ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดี โดยสังคมภายนอกสามารถรับรู้ความสำเร็จอันโดดเด่นของผู้บริหารระดับสูง และมีการสร้างการเติบโตของกิจการอย่างยั่งยืน
5. ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development)
การชี้วัดให้เห็นถึงการเป็นองค์กรที่ดี มีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม หรือเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคม สิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมต่างๆ
6. การบริการ (Excellence Service)
เกณฑ์ในการวัดจะพิจารณาความเหมาะสมของสินค้าที่ให้บริการ ความหลากหลายของสินค้า การมีสถานที่ให้บริการเป็นจำนวนมาก ความสะดวกในการเข้าไปใช้บริการ พนักงานมีหัวใจในการให้บริการ และให้เกียรติลูกค้า
ผลการศึกษาจากการวิจัยจะนำมาตีพิมพ์ในนิตยสาร BrandAge ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยแบ่ง กลุ่มบริษัทที่ทำการวิจัยออกเป็น 24 กลุ่มธุรกิจ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. กลุ่มธุรกิจอาหาร
2. กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร
3. กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม
4. กลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า
5. กลุ่มธุรกิจยานยนต์
6. กลุ่มธนาคารรัฐ
7. กลุ่มธนาคารพาณิชย์
8. กลุ่มธุรกิจประกันภัย
9. กลุ่มธุรกิจประกันชีวิต
10. กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง
11. กลุ่มธุรกิจสีทาอาคาร
12. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
13. กลุ่มธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน
14. กลุ่มธุรกิจพลังงาน
15. กลุ่มธุรกิจพาณิชย์
16. กลุ่มธุรกิจขายตรง
17. กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า
18. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง
19. กลุ่มโรงพยาบาลรัฐ
20. กลุ่มโรงพยาบาลเอกชน
21. กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีโทรคมนาคม
21. กลุ่มธุรกิจไอที
23. กลุ่มองค์การมหาชน
24. กลุ่มองค์การมหาชน (นวัตกรรมและเทคโนโลยี)
BrandAge ขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่ขึ้นแท่นในฐานะผู้นำในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่มีต่อองค์กร บางองค์กรมีความโดดเด่นในแต่ละปัจจัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรด้วยมิติที่แตกต่างกัน และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกองค์กรที่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนแบบไม่หยุดยั้ง



