ไฮคูล (Hi-Kool) ผู้นำฟิล์มกรองแสงอันดับหนึ่ง เผยผลประกอบการปี 2566 มี Market Share 30% ทั้งตลาดรถสันดาป –รถ EVโดยตั้งเป้างบการตลาดไว้ที่ 50 ล้านบาท ส่ง 3 เรือธงสำคัญ “Hi-Kool Ceramic Black Night, Super Hi-Kool Beyong Ceramic, Hi-Kool Ceramic Blue Alfa” ลุยตลาดรถ EV
โดยแผนปี 2567 เตรียมรุกตลาดฟิล์มกันรอยรถยนต์โดยจับมือกับบริษัท Avery Dennison จำกัด บริษัทจัดจำหน่าย PPF (Paint Protection Film) อันดับ 1 จากอเมริกามุ่งเป้าจับกลุ่มลูกค้ารถพรีเมียร์และรถ EV

ชลิฏา วณิชชากรพงศ์ กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร และการตลาด บริษัท ลีวณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงไฮคูล กล่าวว่า ยอดขายรถปี 2566 น่าจะตกจากปี 2565 ประมาณ 7% หรือปิดที่ 800,000 คัน เนื่องจากเศรษฐกิจทำให้คนประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นและการขอสินเชื่อรถปัจจุบันทำได้ยากขึ้น เมื่อตลาดรถตกทำให้ตลาดฟิล์มกรองแสงตกลงไปด้วย โดยคาดว่าตลาดฟิล์มกรองแสงจะตกประมาณ 6% หรือมียอดขาย 2,068 ล้านบาท ส่วนตลาดฟิล์มกรองแสงปี 2567 คาดว่าจะเติบโตจากปี 2566 ประมาณ 5%
สำหรับผลประกอบการของไฮคูลคาดว่าปี 2566 จะมีมาร์เก็ตแชร์ 30% หรือมีรายได้ 620 ล้านบาทซึ่งใกล้เคียงกับปี 2565 โดยในปี 2567 ไฮคูลตั้งงบการตลาดไว้ที่ 50 ล้านบาท สำหรับจัดงานอีเว่นต์ การจ้างอินฟลูเอนเซอร์แนะนำสินค้า ฯลฯ

ปฏิพล วณิชชากรพงศ์ กรรมการ และผู้อำนวยการฝ่ายขายโชว์รูมและต่างประเทศ บริษัท ลีวณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ฟิล์มกรองแสงไฮคูล กล่าวว่า สำหรับมาร์เก็ตแชร์ 30%ของไฮคูลจะมาจากรถใหม่ในโชว์รูมและกลุ่ม After Market ซึ่งฟิล์มไฮคูลมีอายุการใช้งาน 7 ปี แต่บางครั้ง 5 ปีลูกค้าก็เปลี่ยนแล้ว ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไฮคูลเน้นตลาดฟิล์มเซรามิคเป็นหลักเพราะกันความร้อนได้ดี ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ในอนาคตเมื่อโลกร้อนขึ้นฟิล์มราคาสูงที่มีประสิทธิภาพกันความร้อนได้ดีจะเป็นที่นิยมมากขึ้น
ปัจจุบันตัวแทนจำหน่ายของไฮคูลเป็นร้านประดับยนต์ 1,500รายและโชว์รูมรถ200–300 ราย คาดว่าปีหน้ามีการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายเล็กน้อย สำหรับไฮซีซั่นของตลาดฟิล์มกรองแสงจะเป็นช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน และช่วงปีใหม่ของทุกปี

สินค้าเรือธงหลักของไฮคูลที่นำมาทำตลาดยังคงเป็น3 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ 1. Hi-Kool Ceramic Black Nightฟิล์มเซรามิค เงาน้อย ใสจากภายใน ดำจากภายนอก2. Super Hi-Kool Beyong Ceramic โดยทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์เป็นฟิล์มกรองแสงที่เหมาะสำหรับรถ EV เพราะไม่บล็อกสัญญาณดิจิทัลและสามารถกันรังสี IRR ได้ 99% กันความร้อนแสงได้ 90% ซึ่ง2 ตัวนี้ได้รับการยอมรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีและ 3. Hi-Kool CeramicBlueAlfaฟิล์มเซรามิค ฟ้าใส ที่เติมสีสันทุกความโดดเด่น โดยมีคุณสมบัติเด่น คือ ไม่บล็อกสัญญาดิจิทัลเช่นกัน ทำให้การขับรถ EVนอกจากเย็นสบายแล้ว ยังสะดวกมากยิ่งขึ้นด้วย เน้นจับกลุ่มรถซิ่ง- รถแต่งเป็นหลัก ที่สำคัญสินค้าตัวนี้รับประกันคุณภาพนาน 7 ปี ทำให้มั่นใจว่าได้สินค้าคุ้มค่าและมีคุณภาพตัวจริง
“ในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3ตัวถือเป็นตัวทำตลาดหลัก เพราะปี 2566 ตลาดรถ EV เติบโตมากคาดว่าในงานรถ EV จะจำหน่ายได้ 80,000 คัน ในส่วนของไฮคูลคาดว่าจะมีมาร์เก็ตแชร์ 30% จากตลาดฟิล์มกรองแสงสำหรับรถ EV นอกจากนี้ ในงานยังมีสินค้าอีกหลากหลายรุ่นให้ลูกค้าเลือก โดยไฮคูลจะเน้นฟิล์มที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทำให้ในงาน Motor Expo2022 ไฮคูลสามารถปิดยอดขายได้ 500 คันส่วนงาน Motor Expo 2023 ก็คงไม่แพ้กัน”

ปฏิพล กล่าวถึงการทำตลาดต่างประเทศว่า ตลาดต่างประเทศที่ไฮคูลทำตลาดอยู่มีที่ลาว พม่า กัมพูชาและเวียดนาม ในช่วงปีที่ผ่านมาสถานการณ์ของตลาดต่างประเทศไม่ค่อยดีนักเนื่องจากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่างแต่ไฮคูลยังรักษาฐานลูกค้าต่างประเทศไว้ได้เท่าเดิม
“ตลอด 39 ปีไฮคูลจำหน่ายฟิล์มกรองแสงมาโดยตลอด ปีที่ผ่านมาจึงเริ่มมองหาโอกาสในตลาดอื่น ซึ่งฟิล์มกันรอยรถยนต์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและมีการเติบโตขึ้นในปี 2567 ไฮคูลจะจับมือกับบริษัท Avery Dennison จำกัดบริษัทจัดจำหน่าย PPF (Paint Protection Film) หรือฟิล์มกันรอยรถยนต์อันดับ 1 จากอเมริกา”
ชลิฏา กล่าวว่า Avery Dennison มีความเชี่ยวชาญในการปกป้องสีรถยนต์ โดยมียอดขายกว่า 300,000 ล้านบาทและยังติดอันดับ 412 จาก Fortune Global 500 ถือเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้ ซึ่ง Avery Dennison ได้แต่งตั้งให้ไฮคูลเป็น Sole Distributors Ship แต่เพียงผู้เดียวในไทย พม่าและลาว
“ฟิล์มกันรอยรถยนต์ทำตลาดในไทยมานานแล้วแต่ที่ผ่านมาจะนิยมในกลุ่มรถหรู แต่ปัจจุบันรถราคาล้านกว่าหรือรถ EV ก็มีความต้องการที่จะติดฟิล์มกันรอยรถยนต์ ทำให้ตลาดเริ่มเปิดมากขึ้น”

ปฏิพล กล่าวต่อว่า รถที่จะติดฟิล์มกันรอยรถยนต์ 80% จะเป็นรถใหม่ต้องการติดเพื่อป้องกันการเป็นรอย ส่วนฟิล์มแร็บสีหรือฟิล์มเปลี่ยนสีจะเป็นกลุ่ม After Market โดยราคาจำหน่ายฟิล์มกันรอยรถยนต์จะอยู่ที่ 75,000 – 100,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดรถ ไฮคูลจะเริ่มจำหน่ายฟิล์ม PPF ในเดือนมกราคม 2567โดยแนวทางการทำตลาดของ Avery Dennisonจะมุ่งการเป็นผู้สนับสนุนโฆษณาฟุตบอล Premier League จากอังกฤษและเป็นผู้ Supply PPF ให้กับทาง Porche ซึ่งไฮคูลก็จะนำกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้เช่นกัน
เมื่อตลาดฟิล์มกรองแสงราคาถูกจากจีนเข้ามาตีตลาดในไทย ยอมส่งผลกระทบต่อผู้นำด้านฟิล์มกรองแสงไฮคูลในมุมมองของ 2 ผู้บริหารจะข้ามผ่านการ Disruption นี้ด้วยกลยุทธ์ใด

คุณชลิฏา กล่าวถึงการเข้ามา Disruption ของฟิล์มกรองแสงจากจีนว่า สำหรับคู่แข่งที่สำคัญของตลาดฟิล์มกรองแสงในปัจจุบัน คือ ฟิล์มกรองแสงจากจีน ซึ่งเข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดยกลยุทธ์สำคัญในการสู้กับฟิล์มกรองแสงจากจีน คือ การเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความมั่นใจด้วยคุณภาพ จนบอกปากต่อปากและการที่ไฮคูลเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองลูกค้าที่หลากหลายไฮคูลจึงสามารถรักษามาร์เก็ตแชร์ได้นอกจากนี้ ยังคงให้ “ดีเจ – เพชรจ้า” กูรูด้านรถยนต์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ไฮคูลเหมือนเดิม
.
ด้านปฏิพล กล่าวเสริมว่า ฟิล์มกรองแสงจากจีนที่เข้ามาในไทยเขาเน้นการเข้ามาจำหน่ายแล้วออกเลย เน้นราคาถูก 600 บาทก็มี ด้วยภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้ความต้องการฟิล์มราคาถูกเป็นที่ต้องการมากขึ้น ลูกค้าบางคนไม่ได้เน้นแบรนด์ก็หันมาสนใจกลุ่มนี้ โดยไฮคูลได้เตรียมกลยุทธ์สำหรับการแก้เกมฟิล์มกรองแสงจากจีน ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับฟิล์มกับผู้ใช้มากขึ้น