หากไล่เลียงการวางส่วนผสมของศูนย์การค้าตั้งแต่อดีตแล้วจะพบว่า ศูนย์การค้าแต่ละแห่งหนีไม่พ้นที่จะเลือกวางส่วนผสมของแม่เหล็กในศูนย์แต่ละตัวออกมาเป็นช้อปปิ้ง เอนเตอร์เทน ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ซึ่งย้อนไปในอดีต ส่วนของช้อปปิ้งอาจจะถูกให้น้ำหนักมากที่สุด
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เอนเตอร์เทนอาจจะเป็นมิกซ์ที่สำคัญสำหรับการสร้างแรงดึงดูดของศูนย์การค้า เพราะคนไทย มักจะใช้เวลาพักผ่อนส่วนใหญ่ด้วยการมาศูนย์การค้า ต่อเมื่อศูนย์การค้าก้าวข้ามจากแค่การช้อปปิ้งมาสู่การใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบอย่างในปัจจุบัน ร้านอาหารจึงถูกให้ความสำคัญและมีสัดส่วนมากขึ้น เพราะเมื่อโลกของออนไลน์ทำให้คนสามารถ ช้อปปิ้งจากที่ไหนในช่วงเวลาใดก็ได้ การมาช้อปในศูนย์การค้าจึงเป็นเรื่องของการส่งมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่

นั่นคือการมองศูนย์การค้าในเชิงกายภาพ ซึ่งเทรนด์หรือแนวโน้มของศูนย์การค้าของบ้านเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โดย ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการค้าปลีก ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เทรนด์ของศูนย์การค้า ทั่วโลกรวมถึงบ้านเรา กำลังก้าวข้ามจากแค่การเป็น The Third Place มาสู่การเป็น The Fourth Place ที่เป็นเรื่องของ To Be Myself ที่สะท้อนตัวตนในสิ่งที่เขาอยากเป็น เป็นการก้าวข้ามจากแค่เรื่องของการเป็น Community ของศูนย์การค้า
เรียกได้ว่า เป็นการก้าวข้ามจากมุมมองแค่เรื่องของกายภาพที่เป็นมุมมองเดิมๆ ในเรื่องของกลุ่มเป้าหมายของศูนย์การค้าที่มองลูกค้าในเชิง Demographic เป็นหลัก
หากมองเข้ามาที่พัฒนาการของศูนย์การค้าในบ้านเราแล้วจะพบว่า เริ่มต้นจากการเป็นสถานที่ช้อปปิ้งที่รวบรวมเอาร้านค้าและบริการเข้ามาไว้ในศูนย์ ก่อนที่จะก้าวมาสู่เรื่องของการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า เป็นการก้าวข้ามจากแค่เรื่องของการบริหารพื้นที่ขายหรือ Space Management เพื่อให้ได้กำไรจากค่าเช่ามากที่สุด มาสู่การบริหารประสบการณ์ลูกค้า ทำให้ศูนย์การค้าไม่ได้เป็นแค่สถานที่ช้อปปิ้ง แต่เป็น Community ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่ม

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือการดีไซน์ให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อีสต์ วิลล์ มีสเปซสำหรับคนรักสัตว์ หรือมีลู่วิ่งออกกำลังกาย เพื่อตอบโจทย์การเป็นชุมชนตามความชอบของคนแต่ละไลฟ์สไตล์
ว่าไปแล้ว เรื่องของการก้าวขึ้นมาเป็น The Fourth Place ของศูนย์การค้านั้น ยังคาบเกี่ยวกับเรื่องของการเป็น Community ของแต่ละไลฟ์สไตล์ แต่อาจจะมีการลงลึกถึงการตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าโดยเฉพาะในคนกลุ่มเจน Z ที่มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนช้างสูง โดยต้องส่งมอบในเรื่องสิ่งที่พวกเขาต้องการเป็นหรือสะท้อนความเป็นตัวตนของพวกเขา ซึ่งดร.ฉัตรชัย มองว่า ในอนาคตเราอาจจะเห็นมอลล์ที่เป็นที่แสดงตัวตนของกลุ่ม LGBT
แน่นอนว่า ศูนย์การค้าต้องมีการก้าวข้ามจากการตอบโจทย์แค่เรื่องของการช้อปปิ้งมาสู่การเป็น Community ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของลูกค้า ขณะเดียวกันก็ต้องก้าวข้ามจากเรื่องของ Point of Sale มาสู่การเป็น Point of Connect อีกด้วย
มุมมองต่อเรื่องนี้ของคนทำศูนย์การค้าอย่าง ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น เจ้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัล มองว่า ศูนย์การค้าต้องมี Proposition ที่หลากหลายออกไป เพื่อตอบโจทย์การเป็น Community ที่สะท้อนตัวตนของลูกค้าแต่ละคน ไม่ใช่แค่เรื่องของการดีไซน์ หรือการให้ข้อเสนอที่สามารถตอบโจทย์เขาได้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ Content ต่างๆ ที่ใส่เข้าไปในศูนย์อีกด้วย
ถือเป็นอีกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการขับเคลื่อนของไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนเจนใหม่ๆ อย่างแท้จริง...