ประเทศไทยประสบปัญหาเด็กเกิดใหม่ลดลง รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือ Ageing Soceity ทำให้ กลุ่มคนทำงานมีจำนวนลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่ม Talent ซึ่งหลายๆ องค์กรต่างต้องการแย่งชิงคนกลุ่มนี้ให้เข้ามาทำงานกับองค์กรของตนจนเกิด Talent War ที่จะสูงมากขึ้นในปีต่อไปจากนี้
แล้วอะไรล่ะที่จะมาดึงดูดคนกลุ่มนี้ให้เข้ามาทำงานกับองค์กรของเรา??
WorkVenture ผู้นำด้านที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์นายจ้างและโซลูชั่นแบบครบวงจรของเมืองไทย โดย คุณเย็นส์ โพลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด และ คุณจีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้าน Employer Branding บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด ให้ทรรศนะว่า กลุ่ม Talent ในวันนี้ไม่ได้มองหาเงินเดือนและสวัสดิการที่พึงพอใจอย่างเดียว แต่สวัสดิการนั้นๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ในการทำงานต้องเป็นที่พึงพอ ใจและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของพวกเขาด้วย เรื่องเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรจะต้องออกมาสื่อสาร เพื่อให้ Talent ที่มองหา รู้จักและอยากเข้ามาทำงานกับองค์กร เป็นที่มาให้ช่วงหลายปีมานี้องค์กรต่างๆ ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์นายจ้าง หรือ Employer Branding เพื่อสื่อสารให้คนทำงานในตลาดงานเห็นว่าเป็นองค์กรที่น่าทำงานอย่างไรบ้าง
คุณเย็นส์ อธิบายว่า “ทุกวันนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่องค์กรต้องทำ คือการสร้างความโปร่งใสให้กับองค์กร ต้องแสดงทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน การทำงานและวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร น่าทำงานด้วยหรือไม่ ยิ่งคนรุ่นใหม่จะดูลึกไปจนถึงว่าองค์กรของคุณเป็นคนดีหรือเปล่า ทำธุรกิจที่ทำลายโลกหรือไม่ หลายองค์กรตอนนี้จึงเริ่มเซตทีมสร้างแบรนด์นายจ้างเพื่อมัดใจคนทำงานเก่าและดึงดูดใจคนทำงานใหม่ๆ เพราะองค์กรที่ดีจะหว่านเมล็ดให้คนทำงานที่ยังไม่ได้สมัครงานอยากมาทำงานด้วย”

แน่นอนว่า ในการตัดสินใจทำงานที่ไหนก็ตาม Benefit เป็นปัจจัยแรกที่คนใช้ตัดสินใจ แต่ปีหน้าเรื่องของ Flexible Benefit จะเป็นตัวแปรสำคัญและเป็นตัวเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กร โดย คุณจีรวัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า
“ปัจจุบันไม่มีอะไรที่เรียกว่า One fit All ได้อีกแล้ว ประเภททำงานแล้วได้เหมือนกันทุกคนไม่มีอีกแล้ว ปัจจัยหลัก คือเรื่องของ Generation ที่แตกต่าง ตอนนี้ Gen Z และกลุ่ม Gen Millennials คือประชากรกลุ่มใหญ่ในตลาดแรงงาน กลุ่ม Gen X และ Gen Y กลายมาเป็นรุ่นพี่ ดังนั้น Flexible Benefit จึงกลายมาเป็นเรื่องที่กลับมาเป็นเรื่องสำคัญในปีหน้า ทำอย่างไรที่องค์กรจะทำให้คนเลือกมาทำงานกับตัวเองเพราะตอบโจทย์ชีวิตของเขา”
หนึ่งในเรื่องที่คนทำงานต้องการความยืดหยุ่นก็คือเรื่องของเวลาทำงาน การมาของโควิด-19 ทำให้หลายบริษัทต้องปรับตัวมาใช้การ Work From Home เต็มรูปแบบ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลายบริษัทที่ยังมีการให้พนักงานทำงานจากที่บ้านสลับกับการเข้าออฟฟิศ หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่สะดวก ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในสวัสดิการออฟฟิศซึ่งถือเป็นจุดขายดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ๆ ได้ไม่น้อย

หากดูจากข้อมูล "เรื่องไหนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานกับบริษัทนั้นๆ มากที่สุด?" ที่ WorkVenture ทำไว้จะเห็นว่า ปัจจุบันองค์กรต่างๆ มีความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวัสดิการที่กลุ่มทาเลนต์สนใจเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละ Gen ก็มีความต้องการแตกต่างกัน เช่น ในเรื่องของประกันสุขภาพจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากกลุ่มที่มีอายุค่อนข้างมาก และไม่ค่อยได้รับความนิยมจากกลุ่มที่เป็นคนรุ่นใหม่วัยเพิ่งเริ่มทำงาน ในขณะที่เรื่องของการพัฒนาและการเรียนรู้ เช่น คลาสสอนภาษาต่างประเทศโดนใจคนรุ่นใหม่มากที่สุดเมื่อเทียบกับคนทำงานในวัยอื่น รวมถึงสวัสดิการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ อย่างเช่นฟิตเนสและโรงอาหาร หรืออาหารฟรีสำหรับพนักงาน ส่วนคนทำงานที่มีประสบการณ์มาในระดับหนึ่งแล้วกลับสนใจเรื่องของโอกาสที่จะได้ไปทำงานในต่างประเทศ เป็นต้น
คุณเย็นส์ กล่าวว่า Flexible Benefit ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายกับทุกองค์กร ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้การบริหารจัดการมีความยากกว่าเดิม เช่น เรื่องของประกันชีวิต คนโสด คนมีครอบครัว กลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศต่างก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้เรื่องของ Benefit ไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทนที่เป็นเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเงินด้วย เช่น สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ออฟฟิศต้องตอบโจทย์คนทำงานที่หลากหลาย
“คนทำงานรุ่นใหม่หลายคนอยากรู้ว่าออฟฟิศนี้มียิมไหม สามารถ Work from Home หรือ Work from Anywhere ได้หรือไม่ เด็กรุ่นใหม่สนใจเรื่องนี้มาก บางรายถ้าองค์กรไม่มี Work from Home กลุ่ม Talent ก็เลือกจะไม่ทำงานด้วยเลย ดังนั้นหนึ่งองค์กรไม่สามารถมี One for All Policy ได้ บางที่แก้ปัญหาด้วยการแยกบริษัทย่อยเพื่อง่ายในการบริหารจัดการบุคลากร”

ในปีหน้าเรื่องของ Flexible Benefit จึงน่าส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการองค์กรด้วยเช่นกัน องค์กรต้องเริ่มคิดใหม่ในเรื่องของนโยบายที่อาจจะต้องมีการ Tailor-made มากขึ้น ให้ตรงโจทย์คนทำงานแต่ละคนมากกว่าเดิม องค์กรจึงต้องพยายามหาความลงตัวที่สมดุลในการบริหารจัดการคนให้ทำงานอย่างมีความสุข มีสวัสดิการดี ในขณะที่บริษัทไม่กระทบกับเรื่องของต้นทุนมากเกินไป หรือเรียกว่า “สปอยอย่างไรไม่ให้เข้าเนื้อ”
คุณจีรวัฒน์ จึงแนะนำว่า จริงๆ แล้วสามารถให้สวัสดิการที่ตรงใจคนทำงานได้โดยไม่กระทบกับต้นทุน เช่น การทำออฟฟิศให้น่าทำงานแม้จะใช้เงินบ้างแต่ก็ไม่มาก การสร้างทีมเวิร์คที่ดีให้คนทำงานรู้สึกได้รับการสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำงานมากขึ้น เคารพและเห็นอกเห็นใจกัน การสร้างวัฒนธรรมในองค์กรให้น่าทำงาน ไม่เลย์ออฟคนง่ายๆ เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุน ปีหน้าองค์กรจะสื่อสารเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
“สิ่งสำคัญคือต้องดูแลทั้งกับคนที่กำลังจะเข้ามาทำงานใหม่ รวมถึงคนทำงานเดิมที่อยู่กับองค์กรมานานแล้ว เพราะเสียงของคนภายในจะเป็นกระบอกเสียงอย่างดีในการบอกเล่าแบรนด์ขององค์กร”
WorkVenture มั่นใจว่าปีหน้าองค์กรต่างๆ จะมีการลงทุนเกี่ยวกับการสร้างประสบการณ์ที่ดี หรือ Employment Experience ให้กับคนทำงานไม่น้อยกว่า 20% ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการจ้างงานให้ตอบโจทย์ วิถีชีวิตของคนทำงานในยุคนี้ และดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่ม Talent ให้เข้ามาทำงานกับองค์กรมากขึ้น รวมถึงการรักษาคนที่ทำงานอยู่แล้วไม่ให้ไปอยู่ที่อื่นด้วยเช่นกัน