การประกาศจับมือกับเจ.พี.มอร์แกนในฐานะ Strategic Partner ถือเป็นการยุติเรื่องดราม่าตลอด 2 ปีของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย หรือ KAsset โดยไทม์ไลน์เริ่มต้นจาก
- เมษายน 2565 สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK กำลังพิจารณาที่จะขาย KAsset ที่มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 67,000 ล้านบาท โดยชี้ความเป็นไปได้ว่าจะขายธุรกิจบางส่วน หรือแม้กระทั่งขายทั้งหมด เพื่อผันตัวเองไปเป็นตัวกลางหรือนายหน้า
- หลังจากนั้นไม่นาน ธนาคารกสิกรไทย ส่งเอกสารชี้แจง ตลท. ทันที โดยไม่ได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าว เพราะ รายละเอียดตามเอกสารชี้แจงของธนาคารระบุว่า ธนาคารแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและแนวทางเพิ่มเติม ที่จะสร้างประโยชน์ต่อลูกค้าและผู้ถือหุ้นในทุกธุรกิจของธนาคาร รวมถึงธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่สำคัญของธนาคาร ทั้งนี้ ในแนวปฏิบัติดังกล่าว ธนาคารอาจจะต้องมีการหารือร่วมกันกับหลายฝ่าย ซึ่งการหารือดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลให้มีธุรกรรมเกิดขึ้นแต่อย่างใด
- มกราคม 2566 ข่าวลือเกิดขึ้นอีกครั้ง อ้างอิงแหล่งข่าวจาก ธนาคารกสิกรไทย ว่าได้บรรลุข้อตกลงการขายหุ้น KAsset ให้กับกลุ่มอมุนดิ บริษัทที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินอันดับ 1 ในยุโรป และเป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลก ในสัดส่วน 49%
แต่สุดท้ายแล้ว KBANK เลือกรูปแบบการเติบโตในลักษณะพันธมิตร หลังพบว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าในรูปแบบการขายหุ้นออกไป ซึ่งความร่วมมือจะทำให้ผู้บริโภคหรือนักลงทุนมีทางเลือกที่ดีขึ้นในอนาคต แตกต่างจากการขายหุ้นหรือถือหุ้น โดยจับมือกับ J.P.Morgan Asset Management (JPMAM) ในลักษณะความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ซึ่งครอบคลุมดังนี้
- การบริหารจัดการ
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ
- นวัตกรรมการลงทุนที่ตรงความต้องการของลูกค้า
- โปรแกรมฝึกอบรมพนักงาน KAsset
- เทคโนโลยีหน้าบ้าน-หลังบ้าน
- บทวิเคราะห์ทั้งในระดับภาพรวมการลงทุนในตลาดโลกและตลาดไทย
อดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า จำนวน และความมั่งคั่งของกลุ่ม High Net Worth เพิ่มมากขึ้นทุกปี และแนวโน้มการกระจายลงทุนไปในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น KAsset ต้องการมุ่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถการคัดเลือกและจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมปรับรูปแบบการลงทุนให้สอดรับและทันทุกการเปลี่ยนแปลง
“ความผันผวนทีเกิดจากโควิด ส่งผลทำให้ 2-3 ปีมานี้ ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง แต่ในตลาดโลกกลับมีผลตอบแทนเป็นบวก ดังนั้นการคัดเลือกหรือจัดหาโปรดักท์มาให้นักลงทุนได้ลงทุนอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งหลายปีมานี้ การลงทุนมีความหลากหลายมากขึ้น พบว่านักลงทุนไทยสนใจนำ 30% ของสินทรัพย์ที่ตัวเองมีไปลงทุนในต่างประเทศ เป็นที่มาของการจับมือกับ JPMAM ที่จะเข้ามาพลิกโฉมการลงทุนให้กับนักลงทุนไทย เพราะ JPMAM เป็นผู้เชี่ยวชาญจัดการลงทุนในทุก Asset Class เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับลูกค้า KAsset”
แดน วัตกินส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจ.พี.มอร์แกน แอสเซท แมเนจเม้นท ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นการผนึกกำลังจาก 2 บลจ.ชั้นนำด้านการลงทุน โดย JPMAM เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการลงทุนระดับโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ KAsset เป็นผู้นำตลาดกองทุนรวมของไทย มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 1.49 ล้านล้านบาท มีความเข้าใจเชิงลึกต่อสินทรัพย์และสถานการณ์การลงทุนในไทย โดยความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งเสริมศักยภาพของ KAsset ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้ข้อมูลเชิงลึกที่เข้าถึงนักลงทุนได้ทันสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา และให้คำปรึกษาตามโจทย์เป้าหมายการเงินของลูกค้า
สำหรับแผนความร่วมมือในเบื้องต้น เป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนร่วมกับ JPMAM ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาใน 2 รูปแบบ คือ พัฒนาปรับปรุงกองทุนประเภทสินทรัพย์ผสม (Multi Asset Fund) เดิมของบริษัทให้ดีขึ้น และการออกกองทุน Multi Asset ใหม่ออกมา เพื่อกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหา หรือสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน
ทั้งนี้ จากความร่วมมือกับ JPMAM ในครั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี จะมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) กลุ่ม Multi Asset Fund เพิ่มอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน KAsset มี AUM ของกลุ่ม Multi Asset Fund อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท