ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการด้านค้าปลีกให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมาการจัดซื้อของผู้ประกอบการค้าปลีกในบ้านเราจะเจรจาต่อรองด้วยตัวเลข Gross Margin หรือ Gross Profit (GP) แม้ต้องซื้อเป็นจำนวนมาก (Volume Purchase) ถ้าข้อเสนอ % GP เพิ่มขึ้นก็ตัดสินใจซื้อทันที แต่ด้วยความรู้เรื่อง GMROI (Gross Margin Return on Inventory) สอนเราว่าแม้กำไรจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าการหมุนรอบของสินค้าต่ำก็อาจจะขาดดุลกระแสเงินสดและอาจถึงกับต้องเลิกกิจการได้
การบริหารสินค้าคงคลัง จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจค้าปลีกอย่างแท้จริง...
“สินค้าคงคลังหรือที่เรียกง่ายๆว่า สต๊อกเปรียบเสมือนเงินสดเพราะสต๊อกมีมากๆ และอยู่นานเกินกว่าเครดิตเทอมที่ซัพพลายเออร์ให้ก็จะทำให้กระแสเงินสดขาดสภาพคล่องได้ แนวทางค้าปลีกสมัยใหม่ให้ความรู้ว่าต้องบริหารสต๊อกให้หมุนรอบให้เร็ว เพื่อจะได้กำไรจากกระแสเงินสดหมุนเวียน และสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้การบริหาร สต๊อกได้ดีมีประสิทธิภาพก็คือการมีศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ซึ่งศูนย์นี้ทำหน้าที่กระจายสินค้าออกไปให้เร็ว ไม่ใช่คลังสินค้าหรือโกดังไว้เก็บสินค้า ความรู้สมัยใหม่จึงต้องเพิ่มเติมด้วยระบบ Supply Chain เชื่อมโยงศูนย์กระจายสินค้ากับสาขานั่นเอง”
ดร.ฉัตรชัย บอกอีกว่า มีสูตรที่ใช้สำหรับการคำนวณในเรื่องนี้คือ GM (Gross Margin) x ROI (Return On Investment) ในรอบ 1 ปี ถ้าสต๊อก 1 เดือน ROI คือ 12 ถ้าสต๊อก 2 เดือน ROI คือ 6, สต๊อก 3 เดือน ROI คือ 4, สต๊อก 4 เดือน ROI คือ 3
ดร.ฉัตรชัย ยกตัวอย่างให้เห็นถึงสูตรดังกล่าวนี้ว่า สมัยเมื่อ 50 ปีก่อนเซียร์ โรบัคส์ ซึ่งถือเป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์อันดับ 1 ของอเมริกาเคยใช้มาก่อน ซึ่งเซียร์ โรบัคส์ มีมาร์จิ้น 35% แต่มี Inventory หรือสต๊อกประมาณ 4 เดือน ทำให้มี ROI คือ 3 ดังนั้น GM x ROI เป็น 105 ซึ่งตัวเลขนี้แปลว่า ทุกๆ 100 บาทที่ลงทุนในสต๊อกได้คืนมาในแคชโฟลว์ 5 บาท ซึ่ง Inventory ไม่มีกำไร เพราะของไม่ได้ขาย
ขณะที่วอลล์มาร์ท มีมาร์จิ้น 20% ซึ่งเดิมเป็นรูปแบบดิสเคาท์สโตร์ ถ้าทำให้สต๊อกเหลือเพียงเดือนเดียว ที่มีค่า ROI 12 คิดตามสูตรจะได้ 240 แปลว่าทุก 100 บาท จะได้คืนมา 140 บาท ทำให้มีแคชโฟลว์คืนกลับมามากกว่า