การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของการสร้างเยาวชนที่ดี เพราะฟันเฟืองที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในวันหน้าคือเยาวชนในวันนี้ ดังนั้น CSR ที่เห็นจากบริษัทต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการเพื่อส่งเสริมการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน
หนึ่งในตัวอย่างโครงการที่น่าสนใจคือ Chevron Enjoy Science โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด นั่นเพราะว่าเป็นการปลูกฝังแนวคิดใหม่ สร้างจุดเชื่อมโยงให้สะเต็มศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ทุกสายอาชีพไม่ว่าจะศาสตร์หรือศิลป์ เพื่อติดอาวุธให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องในทุกมิติของการศึกษาได้สานต่อชุดความรู้เพื่อก้าวนำโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปฏิเวธ บุณยะผลึก รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ในฐานะบริษัทด้านพลังงานระดับโลกที่เชื่อมั่นในพลังคนอย่างเชฟรอน ได้เล็งเห็นความสำเร็จในระดับมหภาคที่จะได้สร้างบุคลากรที่เปี่ยมไปด้วยทักษะด้านสะเต็มศึกษาและขยายเครือข่ายให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
จากความท้าทายที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้สะเต็มศึกษาเข้าถึงทุกคน ทำให้โครงการฯ ไม่เพียงมุ่งเน้นที่ผู้เรียนเท่านั้น แต่ได้เดินหน้าสร้างมิติเชื่อมโยงให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าไปพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้เรียน ผู้สอน นักการศึกษา ไปจนถึงผู้กำกับนโยบาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมผลักดันเป้าหมายในการสร้างรากฐานสำคัญเพื่อพัฒนานวัตกรรมและศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
โครงการ Chevron Enjoy Science ได้แบ่งการดำเนินโครงการเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ปี 2558 – 2563 ในช่วง 5 ปีแรกของโครงการฯ เน้นการปรับใช้โมเดลสะเต็มศึกษาที่สำเร็จในต่างประเทศมาพัฒนา ส่งเสริมการเรียนการสอนแบบ Active Learning และทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ทั้งในสายสามัญและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ขยายผลสู่การดำเนินงานในระยะที่ 2 ปี 2563 – 2566 พัฒนาศักยภาพแก่องค์กรและบุคลากรด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืน

ดร. กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวว่า “หัวใจของโครงการไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่ความสำเร็จระหว่างทางเท่านั้น แต่เน้นการต่อยอดจาก Evidence-based Study ที่นำผลการศึกษาซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเกิดผลสำเร็จจริงไปใช้เป็นเครื่องมือในการวางนโยบายและพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาของการทำโครงการฯ สิ่งที่สะท้อนความสำเร็จคือการมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ ถึง 724 แห่ง และมีผู้ได้รับผลประโยชน์กว่า 3 ล้านคน ไปจนถึงสามารถสร้างการรับรู้ในสาขาอาชีพสะเต็มศึกษาแก่กลุ่มเป้าหมายกว่า 163,635 คน ได้เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรเครือข่ายถึง 152 องค์กร โดยโครงการฯ ได้พัฒนาเพื่อตอบโจทย์ในหลากหลายมิติของสะเต็มศึกษา
ไม่ว่าจะเป็น STEM Professional Academy การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำพัฒนาศักยภาพสถาบันผลิตและพัฒนาวิชาชีพครูในโครงการ STEP เพื่อปลดล็อกยกระดับการผลิตครูมืออาชีพให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่ จัดตั้งชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLCs) ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขยายผลสู่ผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ในฐานะตัวแทนองค์กรที่กำกับดูแลการพัฒนาวิชาชีพครูของประเทศ กล่าวว่า “ครูเปรียบเสมือนผู้ส่งสารที่เป็นกุญแจของการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ โดยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLCs) ได้ขับเคลื่อนภาพรวมในลักษณะ Sandbox ที่นำร่องกับเขตพื้นที่ต่างๆ เพื่อเติมเต็มกระบวนการพัฒนาผู้เรียนและผู้สอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ปัจจุบัน STEM Professional Academy ได้สร้างเครือข่ายบุคลากรทางการศึกษาเน้นการฝึกอบรมครู 37 คน เพื่อให้เป็นครูต้นแบบและจัดตั้งเครือข่ายการเรียนรู้เสริมศักยภาพการจัดการเรียนการสอนให้แก่ครูแล้วกว่า 5,000 คน พบว่ากว่า 96% สามารถใช้กลยุทธ์การตั้งคำถามระหว่างการสอน ทำให้เด็กกล้าแสดงออกและถกประเด็นต่อยอดได้จนกลายเป็นวิถีใหม่ในห้องเรียน และสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งให้ครูได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ PLCs กลายเป็นกระบวนการสำคัญที่ได้รับการบรรจุในหลักสูตรที่ครูต้องปฏิบัติและสร้างการต่อยอดในเชิงนโยบาย ทั้งด้านหลักการประเมินครูและผู้บริหาร จนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนและการเปิดใจให้ครูในหลากหลายพื้นที่ยอมรับและปรับการสอนเข้ากับแนวคิดดังกล่าวมากขึ้น

STEM Career Academies โครงการสะเต็มศึกษาสู่โลกอาชีพเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เน้นการพัฒนาทักษะอาชีพด้านสะเต็มจากประสบการณ์ทำงานจริง ผ่านหลักสูตรฝึกอบรม 14 หลักสูตร เช่น จับมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนา 6 หลักสูตรระยะสั้นเพื่อเตรียมพร้อมเยาวชนสำหรับสายอาชีพด้านสุขภาพ ไปจนถึงร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนโครงการนำร่องสำหรับสายอาชีพด้านการเกษตรอัจฉริยะร่วมกับ 6 โรงเรียนในภาคเหนือ และมีแผนขยายโครงการไปอีก 340 โรงเรียนทั่วประเทศ

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “โครงการ STEM Career Academies จะเป็นโมเดลสำคัญที่จะพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการ เพราะในอนาคตอาชีพของสาขาสะเต็มจะไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป จำเป็นต้องส่งเสริมทักษะสะเต็มให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่มอย่าง STEM for Non-STEM Students สามารถนำไปบูรณาการในแต่ละสายอาชีพ เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างก้าวกระโดด ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาให้เกิดแรงบันดาลใจด้านสะเต็มให้เด็กๆ สามารถค้นหาตัวเองได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น”
ความสำเร็จของโครงการฯ ได้สร้างแรงบันดาลใจและเพิ่มเส้นทางอาชีพแก่เยาวชนทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 4,000 คน อีกทั้ง 33% ของผู้เข้าร่วมโครงการได้รับข้อเสนอเข้าทำงาน และอีก 67%ได้ศึกษาต่อในด้านที่ตัวเองสนใจต่อไป

Picture Books โครงการต้นแบบพัฒนาการศึกษาผ่านสื่อการสอนหนังสือภาพ เป็นการใช้หนังสือภาพเพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพราะการอ่านไม่ได้เป็นเพียงการอ่านออกหรืออ่านได้ แต่พื้นฐานสำคัญคือการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ช่วยให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ซึ่ง Picture Books เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่สร้างเสน่ห์ของการเรียนรู้เปิดพื้นที่ให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4 ได้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ผ่านการใช้หนังสือภาพ
ดร.รังรอง สมมิตร หัวหน้าโครงการวิจัยจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “ปัญหาของเด็กไทยคือไม่สามารถเข้าใจหรือตีความสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวหนังสือได้ เราจึงตั้งโครงการ Picture Books ขึ้นเพื่อใช้หนังสือภาพเป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดให้กับนักเรียนได้ฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณ ผ่านการสอนของครูที่มีการตั้งคำถามปลายเปิดให้เด็กๆ ได้คิดอย่างอิสระ พบว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้การอ่านอย่างมีความสุข โดยครู 32 คน จาก 16 โรงเรียนเข้าร่วมอบรม สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสอนแก่นักเรียน 976 คน ในปีนี้ได้มีแผนจัดทำคู่มือการสอนโดยใช้หนังสือภาพ เพื่อเผยแพร่ให้นักการศึกษาใช้ฝึกอบรมครูเพื่อขยายผลต่อไป”

ผลลัพธ์ที่กล่าวมาไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาระบบการศึกษาผ่านการยกระดับสะเต็มศึกษา เพราะตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ทางการศึกษาที่หว่านสู่ระดับประเทศและภูมิภาคโดย
ปฏิเวธ กล่าวว่า “หลายหน่วยงานได้นำโมเดลศึกษาจากโครงการฯ ไปต่อยอดในระดับที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคุรุสภา และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ที่นำโมเดลความสำเร็จไปช่วยปลดล็อกยกระดับการผลิตครูมืออาชีพยุคใหม่หน่วยงานภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศสานต่อโมเดลสร้างอาชีพ STEM Career Academies อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการยังได้นำรูปแบบวิจัยห้องเรียนโดยการอัดวิดีโอการสอนเพื่อใช้ในการประเมินครูอีกด้วย”
จะเห็นได้ว่าโครงการ Chevron Enjoy Science จากวันนั้นสู่วันนี้เปรียบเหมือนการแผ่กิ่งก้านของการผลักดันองค์ความรู้สะเต็มให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพื่อพัฒนาสะเต็มศึกษา เดินหน้าสู่ความสำเร็จระดับมหภาคที่ช่วยขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการฯ ได้ที่
www.chevronenjoyscience.com/th