ท่ามกลางความท้าทายของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความผันผวนทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงวิกฤตโลกเดือด ล้วนส่งผลให้ “เอสซีจี” องค์กรซึ่งอยู่มานานกว่า 100 ปี จำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์ เร่งวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อโซลูชันที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคซึ่งมีความต้องการหลากหลาย ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ พัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แบรนด์ “สมาร์ทบอร์ด เอสซีจี” ได้รับการโหวตจากผู้บริโภคให้ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ในหมวดวัสดุก่อสร้าง กลุ่มแผ่นฝ้า ผนัง และพื้น (ไฟเบอร์ซีเมนต์) เช่นเดียวกับที่ “หลังคา เอสซีจี” ซึ่งได้คะแนนโหวตให้เป็นอันดับ 1 ในหมวดวัสดุก่อสร้าง กลุ่มกระเบื้องมุงหลังคาต่อเนื่อง สะท้อนภาพความเป็นผู้นำนวัตกรรมและโซลูชันที่โดนใจผู้บริโภคมาโดยตลอด
หากมองถึงความต้องการของผู้บริโภค วิถีชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทำให้เอสซีจียังคงวางกลยุทธ์ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) เป็นกลยุทธ์หลัก เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบ Pain Point ในรูปแบบซึ่งแตกต่างไปจากอดีต ด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย
คุณอัญชลี ชวนะลิขิกร Head of Housing Product Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีอยู่มากว่า 100 ปี โดยมุ่งมั่นพัฒนาสินค้ามากมายเพื่อเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับวัสดุก่อสร้าง ส่งให้ “สมาร์ทบอร์ดและหลังคา เอสซีจี” ยืนหยัดอยู่ในใจผู้บริโภค ผ่านกระบวนการทำความเข้าใจถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอของลูกค้า รวมถึงสภาพภูมิอากาศ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งแตกต่างจากเดิม เพื่อหมุนตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
“การปรับตัวที่สำคัญมากที่สุด คือความเชี่ยวชาญ การหานวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดีพอเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่มาตอบสนองความต้องการของลูกค้าในรูปแบบต่างๆ นี่คือคีย์สำคัญที่เอสซีจียึดเป็นแนวทางในการทำงาน ยกตัวอย่าง เช่น สมัยก่อนรูปแบบของบ้านในหมู่บ้านจัดสรรมักจะคล้ายกัน วัสดุมีให้เลือกไม่มาก เช่นเดียวกับ Performance แต่ยุคนี้เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนอย่างรวดเร็วทั้งฝนตกหนัก แดดออก ร้อนมากกว่าแต่ก่อน คุณสมบัติแบบเดิมจึงไม่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน เราจึงต้องปรับปรุงสินค้าให้ตอบโจทย์ด้วยเทคโนโลยี บนพื้นฐานความต้องการของลูกค้า เช่น ปัจจุบันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกคนต้องรัดเข็มขัด ช่างที่ติดตั้งฝ้าอาจจะเลือกโครงคร่าวที่มีหน้าแคบลงเพื่อประหยัด แต่หากไม่มีความชำนาญเวลายิงแผ่นอาจทำให้แตกหักได้ เราจึงพัฒนาสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี สูตรซูเปอร์โมเลกุล สูตรเฉพาะที่เอสซีจีมีเพียงผู้เดียว ซึ่งมีจุดเด่นในแง่ของเนื้อวัสดุที่มีความเหนียว แข็งแรง ทนทาน ช่างสามารถยิงได้ง่าย ติดตั้งไว ได้งานดี และสมาร์ทบอร์ดยังใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายใน เป็นต้น”

อีกนวัตกรรมที่ถือว่าเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งต้องการความเป็นเอกลักษณ์อย่าง SCG Excella Cresta ซึ่งใช้เทคโนโลยี Digital Printing ถือเป็นสินค้าซึ่งมีความท้าทายเพราะอยู่ภายนอกอาคาร ซึ่งต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ “หลังคา เอสซีจี” สามารถพัฒนาเทคนิคการพิมพ์ลงบนหลังคาเซรามิกให้มีลวดลายสวยงาม ในขณะเดียวกันก็ยังทนทานต่อสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งคุณอัญชลีมองว่า ถือเป็นขั้นสุดของนวัตกรรมหลังคา


"เราสามารถพิมพ์ลวดลายเฉพาะลงไปยังหลังคาของบ้านแต่ละหลังได้เลย เพราะเราทราบดีว่าผู้บริโภคปัจจุบันมีความต้องการให้บ้านของตนมีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่เหมือนใคร และเรายังมีการปรับปรุงวัด ที่ทางวัดต้องการรูปแบบความสวยงามที่เป็นลายหินอ่อนลวดลายเดียวกัน ตั้งแต่หลังคาจรดผนัง เราก็สามารถพิมพ์ลายหินอ่อนออกมาอยู่บนหลังคาได้”
ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก คนสามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารมากมายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ในแง่ของการสื่อสารและการเข้าถึงผู้บริโภคเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน คุณอัญชลี อธิบายว่า การจะทำให้ ผู้บริโภคยุคนี้มีสมาธิกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องยาก “สมาร์ทบอร์ดและหลังคา เอสซีจี” จึงมองถึงวิธีการสื่อสารกับลูกค้าใน รูปแบบใหม่ๆ เช่น การใช้ Neuromarketing เป็นกลยุทธ์ที่ช่วงชิงความสนใจผ่านการใช้จิตวิทยา กระตุ้นจิตใจสำนึก ความรู้สึก อารมณ์โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าจดจำด้วยคอนเทนต์ที่น่าประทับใจจนส่งผลไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้สินค้า ซึ่ง “สมาร์ทบอร์ด เอสซีจี” สร้างให้ผู้บริโภคเชื่อใจ โดยมีการสื่อสารประสบการณ์ผ่านคนที่ใช้งานจริงทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งในที่นี้คือ “ช่าง” ซึ่งเปรียบเหมือนตัวแทนของผู้บริโภค

เรามีแคมเปญ “อันดับ 1 ตัวจริง ช่างสมาร์ทบอร์ด เอสซีจี” ที่สร้างประสบการณ์ให้พี่ช่างได้ทดลองใช้ฝ้าสมาร์ทบอร์ด สูตรซูเปอร์โมเลกุลกับหน้างานจริง เพื่อพี่ช่างจะได้เห็นถึงประสิทธิภาพของสินค้าสูตรใหม่ของเรา นั่นทำให้ลูกค้าได้เห็นข้อเท็จจริง เกิด Experience กับสินค้า ซึ่งการที่แบรนด์สื่อสารทางเดียวผู้บริโภคอาจจะยังไม่เชื่อถือ แต่การให้ช่างซึ่งเปรียบเหมือนเพื่อนของเขาทดลองใช้แล้วบอกต่อ โดยเราพิสูจน์ให้เขาเห็นภาพที่ชัดเจนจะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อใจ ยุคนี้เรามองว่าการบอกต่อความจริง ทำให้ผู้บริโภคเห็น Pain Point และตอบโจทย์ด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมซึ่งมี Value รวมถึงการเปรียบเทียบความคุ้มค่าให้ลูกค้า เพื่อเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่อยู่เคียงข้างเพื่อให้ผู้บริโภคพัฒนาสินค้าที่เหมาะสม ประสบการณ์เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่มัดใจผู้บริโภคมาตลอด”

อย่างไรก็ตาม “สมาร์ทบอร์ด เอสซีจี” ยังคงใช้วิธีการสื่อสารถึงกลุ่มช่างด้วยกิจกรรมออฟไลน์ เช่น กิจกรรมสัมมนาเข้าถึงตัวช่างตามจังหวัดต่างๆ อย่างทั่วถึง มีการพบปะพูดคุยให้มีโอกาสได้ทดลองใช้สินค้า สร้างประสบการณ์ในการใช้งานจริง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่คุณอัญชลีมองว่าจะทำให้เกิดความเชื่อถือด้วยความจริงใจ

“การสร้างความแตกต่างของเรากับแบรนด์อื่นในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก สุดท้ายผู้บริโภคจะเลือก Value บนตัวสินค้าจริงๆ ซึ่งเอสซีจีสามารถสร้างความแตกต่างที่ตัว Value ของสินค้า นำเสนอสินค้าที่เป็นประโยชน์ ต่อผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการให้ข้อมูลการใช้งานจริง ทำให้ผู้บริโภคได้เห็น Value ของสินค้านั้นๆ ว่าช่วยตอบโจทย์เขาอย่างไร เช่น ความทนทาน ความสะดวกสบาย ซึ่งสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้า
อีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นในปัจจุบัน คือการหาโซลูชันใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า วัสดุก่อสร้างในยุคนี้ต้องมีลักษณะใช้งานง่ายในรูปแบบ Ready to Use เราจึงเพิ่มเติมในเรื่องของ Accessory เพื่อเติมเต็มความพร้อมให้ผู้บริโภคมั่นใจ นำไปใช้กับสินค้าสมาร์ทบอร์ด และหลังคา เอสซีจีได้อย่างสะดวกสบาย ถูกต้องแม่นยำ”

แผนการทำงานของ “สมาร์ทบอร์ด และหลังคา เอสซีจี” ในปีนี้จะเน้นการใช้ความความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค ตอกย้ำจุดยืนการเป็นแบรนด์ผู้นำในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม
“ที่ผ่านมา เราค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพสินค้าและบริการของเรา เนื่องจากเราเป็นธุรกิจที่อยู่ในประเทศไทย คุ้นเคยกับสภาพอากาศและความต้องการของลูกค้า เพราะเราอยู่กับลูกค้าในทุกวัน เรามองว่าเรื่องของการวิจัยสำคัญในการสร้างเทคโนโลยี วิธีการเทคนิคต่างๆ ที่สามารถปรุงแต่งวัสดุด้วยสูตรที่ดี เหมาะสมที่สุดกับการนำไปใช้ของผู้บริโภค เราจะไม่หยุดพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้”
ในมิติของสิ่งแวดล้อม “สมาร์ทบอร์ด และหลังคา เอสซีจี” มองเห็นเทรนด์การเติบโตและความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น จึงเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ใช้งาน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ไม่มีใยหิน รวมถึงการนำ Deep Technology เข้ามาตอบสนองความต้องการแบบ Personalized เช่น การนำเทคโนโลยี Digital Printing ซึ่ง เอสซีจี ถือเป็นผู้ผลิตรายแรกๆ ที่นำมาใช้ เอสซีจี พยายามทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้คน ให้ได้ทดลองใช้ในราคาที่เหมาะสม
“สมาร์ทบอร์ด และหลังคา เอสซีจี มีห้องแล็บที่เป็นบ้านจริง เพื่อทำการทดสอบปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความร้อน เสียง ฝุ่น ทั้งส่วนของผลิตภัณฑ์ฝ้า ผนังหลังคา เพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคพึงพอใจ ในขณะเดียวกันก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างระบบหนึ่งซึ่งเราสื่อสารมาหลายปีแล้ว คือเรื่องของ Active AIR Quality ซึ่งเป็นสินค้าขายดีในปัจจุบัน เนื่องจากผู้คนต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 หรือ SCG Solar Roof System ทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อโลก ซึ่งเราให้บริการแบบครบวงจร
สำหรับไฮไลท์สินค้าในปีนี้ นอกจากการใช้เทคโนโลยี Digital Printing ที่หลังคาแล้วจะมีการขยายลงมาสู่วัสดุอื่น เช่น กลุ่มผนังตกแต่ง สร้างความสวยงามให้เกิดสีสันและแพทเทิร์นใหม่ๆ เรียกว่า Fashionable รวมถึงวัสดุที่ช่วยแก้ Pain Point อีกหลายตัว”
เมื่อถามถึงความท้าทายในการทำงานและการรักษาความเป็น Top of Mind ในใจผู้บริโภค คุณอัญชลีให้ทรรศนะว่า “ความท้าทายคือสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ โรคภัย สงคราม หรือวิกฤตสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะกระทบกับกำลังซื้อของภาคครัวเรือนในอนาคต หน้าที่ของ “สมาร์ทบอร์ด และหลังคา เอสซีจี” คือการสร้างสรรค์และมองหานวัตกรรมที่เหมาะสมกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน เพื่อส่งต่อสินค้าที่ดี มีคุณค่าให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้สัมผัสมากขึ้น ในยุคที่คนกำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ”