แม้วิกฤตโควิดจะผ่านพ้นไป แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น กระทบมายังต้นทุน และการขนส่ง ประกอบกับหนี้ครัวเรือนของไทยเป็นปัญหาสะสมมานาน อยู่ที่ 90% ต่อ GDP ธุรกิจส่งออกหดตัว รวมถึงเศรษฐกิจประเทศจีนชะลอตัว ย่อมส่งผลให้ธุรกิจขายตรงมูลค่ารวม 70,000 ล้านบาทของบ้านเราในปีนี้อยู่ในสถานการณ์ทรงตัว

Platform For All
ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ J&C กล่าวว่า J&C ได้พัฒนาโมเดลธุรกิจขายตรงที่แตกต่าง สร้างแพลตฟอร์มสำหรับทุกคน หรือ Platform For All โดยออกแบบมาเพื่อผู้บริโภค นักขาย นักสร้างองค์กร สมาชิกระดับผู้นำที่เป็นผู้ประกอบการร้านค้าจนไปถึงซัพพลายเออร์ เพื่อให้ทุก Stakeholder ดังกล่าวเข้ามาแล้วได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันนำมาซึ่งโอกาสทางรายได้อย่างยั่งยืน
“เราต้องมองก่อนว่าลูกค้าคือใคร เขาต้องการอะไร แล้วจะหาทางไปเติมเต็มตรงไหนได้บ้างเพื่อสร้างความได้เปรียบ เพราะการจะอยู่รอดในตลาดต้องสร้างความได้เปรียบ แต่ความได้เปรียบจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องกลับมาดูอัตลักษณ์ และจุดแข็งขององค์กร”
จุดแข็งของ J&C อยู่ที่การเป็นธุรกิจขายตรง Mix-Used ที่ผสมผสานระหว่างขายตรงและโมเดิร์นเทรด เพื่อให้ผู้บริโภค นักขาย นักสร้างองค์กร และสมาชิกมีการทำเครือข่ายร่วมกัน ที่สำคัญมีร้านค้าแฟรนไชส์ส่งเสริมให้สมาชิกกลายเป็นผู้ประกอบการ แน่นอนว่า J&C จึงมีทั้งสาขา ระบบ แผนการตลาด และนักขายอยู่ในมือจำนวนมาก ซึ่งเป็นโมเดลอันแตกต่างที่คู่แข่งไม่มีสินค้ามากกว่า 30,000 SKU เป็นอีกความได้เปรียบ เพราะนอกจากจะมีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคเฮ้าส์แบรนด์แล้ว ยังมีสินค้าจากซัพพลายเออร์ สินค้าทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่ง 2 กลุ่มหลังเป็นสินค้าเรือธงรองรับสังคมเกษตรกรรมซึ่งเป็นรากฐานของประเทศ และเมกะเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกันที่เพิ่มสูงขึ้น มากกว่านั้น J&C เป็นบริษัทขายตรงเจ้าแรกๆ ในตลาดที่สร้าง Ecosystem ในแพลตฟอร์มการทำธุรกิจยุคใหม่ในลักษณะ O2O ด้วยแอปพลิเคชัน JC Commerce ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์ต่างๆ ที่สนับสนุนให้เครือข่ายทำงานง่ายขึ้น รวมถึงยังริเริ่มทำ Payment Gateway เป็นเจ้าแรกๆ ของตลาดรองรับการทำธุรกรรมผ่าน JC e-Wallet

Service Provider
ปัจจัยที่ทำให้ Platform For All ของ J&C โดนใจและเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง เพราะ J&C วางตำแหน่งตัวเองเป็น Service Provider ในการจัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มาให้ทุก Stakeholder ซึ่งนอกจากเครือข่ายนักธุรกิจขายตรงแล้ว ยังรวมถึงผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ แฟรนไชส์ J&C imart ส่งเสริมสมาชิกให้กลายเป็นผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นสนับสนุนคนตัวเล็กเข้าถึงแพลตฟอร์ม J&C เพื่อให้เขามีโอกาสมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของรายได้ และความมั่นคงในอาชีพ
ดร.ฐัช หัชลีฬหา ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ปีที่แล้วเป็นอีกปีหนึ่งที่บริษัทประสบความสำเร็จจากการปรับตัวขององค์กร โดยนำ Pain Point ของกลุ่มคนที่อยู่ในแพลตฟอร์ม J&C มาขบคิดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ
“เมื่อเราเห็น Pain Point แล้วก็มาดูว่าเราสามารถเข้าไปเติมเต็มเขาได้อย่างไรต้องบอกว่าช่วงโควิด หลายคนในกลุ่ม SMEs, กลุ่มเกษียณอายุหรือวัยใกล้เกษียณ และกลุ่มคนว่างงานต้องการอาชีพ จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อหาอาชีพมารองรับกับความไม่แน่นอน หรือต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น J&C จึงนำแพลตฟอร์มซึ่งเป็นระบบขนาดใหญ่ของเรามาช่วยคนตัวเล็ก ให้กลุ่มคนที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วและบางส่วนเป็นกลุ่มเปราะบางได้มีอาชีพหรือสร้างรายได้ภายใต้แพลตฟอร์มร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ J&C imart”
ทั้งนี้ J&C ตอกย้ำบทบาทการเป็น Service Provider โดยนำผู้ประกอบการร้านแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นโรลโมเดลในการปรับตัว ส่งเสริมให้สมาชิกใช้หน้าบ้านของตัวเองมาเป็นหน้าร้านขายของ ในเวลาเดียวกันก็นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ทั้งสั่งซื้อ จัดสรรสต๊อก การจ่ายเงินผ่านอีเพย์เม้นต์ ระบบจัดส่งสินค้าจากส่วนกลางไปถึงบ้าน และบริการหลังการขายด้วยการเสริมสร้างความรู้ด้านต่างๆ ให้ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องจากประสิทธิภาพด้านการจัดการของแพลตฟอร์มดังกล่าวส่งผลทำให้ J&C ได้รับการขึ้นทะเบียน Digital Provider จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (depa) ตอกย้ำภาพลักษณ์ความสามารถในการเติมเต็มโอกาสให้กับผู้คน
“เราออกแบบแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมคนตัวเล็กอย่าง SMEs ให้มาใช้ระบบเรา ปัจจุบัน J&C imart เปิดให้บริการใน 200 ชุมชนครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม J&C เพื่อสร้างผู้ประกอบการรายย่อยรายใหม่ต่อเนื่องไม่รู้จบ โดยมีสินค้ามานำเสนอคนในชุมชนแล้วให้คนในชุมชนมาเป็นสมาชิกร่วมกับเจ้าของบ้านมีระบบจ่ายเงินปันผลให้กับคนในชุมชนคล้ายระบบสหกรณ์ แต่ของเราพิเศษตรงที่นอกจากได้เงินปันผลแล้วยังได้รางวัลทริปท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย ทั้งหมดล้วนก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์ร่วมของคนในชุมชน เกิดการยกระดับการใช้ธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล และเปิดทางให้คนในชุมชนพัฒนาตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการ Active Aging เกิดการจ้างงานในชุมชน และเศรษฐกิจหมุนเวียน”
ในฐานะ Service Provider ของ J&C ยังเดินหน้าสร้างพันธมิตรต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ทำ MOU กับหน่วยภาครัฐเข้ามาช่วยกันยกระดับสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้มีโอกาสอยู่รอดหรือสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง อาทิ ธนาคารกรุงไทย ในการปล่อยสินเชื่อพิเศษให้ผู้ประกอบการร้าน J&C imart โดยไม่มีหลักค้ำประกัน เนื่องจากนำข้อมูลการซื้อขายในระบบมาวิเคราะห์การปล่อยสินเชื่อ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้าต่างๆ ในการจัดซื้อสินค้ามากระจายภายในชุมชน และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (depa) ให้เงินสนับสนุนชุมชนที่ต้องการประกอบอาชีพมูลค่า10,000 บาท ในการเปิดร้านค้า J&C imart รวมถึงพัฒนาสร้างผู้ประกอบการดิจิทัลในชุมชนทั่วประเทศไทย โดยจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ Learning Center และ Co-working Space @Thailand Digital Valley ในจังหวัดชลบุรี
หากเทียบกับค้าปลีกยักษ์ใหญ่ที่พยายามสร้างเครือข่ายร้านโชวห่วยในช่วงหลายปีมานี้ ดร.ฐัช กล่าวถึงข้อได้เปรียบของ J&C imart ว่าเป็นโมเดลธุรกิจเครือข่ายผสมโมเดิร์นเทรด โดยรวมเอาข้อดีของแต่ละธุรกิจมาอยู่ด้วยกัน
“ผมเรียกว่านี่คือเสน่ห์ของ J&C imart เพราะเราเป็นทั้งเครือข่ายที่ทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกันจนเกิดการบอกต่อในเวลาเดียวกันเรามีหน้าร้านจำหน่ายสินค้า เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและสมาชิกชักชวนนำคนเข้ามาชมสินค้าแล้วได้ค่าแนะนำ เกิดความลึกในการจัดจำหน่ายมากกว่าเป็นระบบแนะนำบอกต่อ หรือ Affiliate Marketing ในยุคปัจจุบันแล้วเรายังมีแอปพลิเคชันเพิ่มความสะดวกในการทำงานและอัพสกิลรีสกิลผ่านคอร์สฝึกอบรมต่างๆ ให้ผู้ประกอบการเป็นสมาร์ทโชวห่วย”

วันนี้ J&C imart ไม่เพียงแต่สร้างผู้ประกอบการ และส่งเสริมให้ผู้คนเข้าถึงโอกาสมีรายได้ใน 200 ชุมชนทั่วประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายไปกลุ่มประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาอีกด้วย
“แต่ไม่ว่า J&C imart จะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ ผู้ประกอบการจะได้รับการดูแลเหมือนกันตามมาตรฐานที่เราได้กำหนดไว้ เพื่อส่งเสริมให้เขาประสบความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จที่ว่านี้เราไม่ได้วัดแค่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดดัชนีความพึงพอใจในการทำงาน และทักษะความรู้ที่เพิ่มขึ้นจากคอร์สฝึกอบรมที่เรามอบให้ จากการวัดผลในปีที่ผ่านมาพบว่าตัวเลขความพึงพอใจสูงถึง 70% สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความสุขภายใต้แพลตฟอร์มของเราโดยหลายครอบครัวอยู่กับเรามาเกิน 10 ปี และเริ่มส่งไม้ต่อให้รุ่นที่ 2 เข้ามาเรียนรู้งานแล้ว”
Fulfillment
อย่างไรก็ดีปีนี้ J&C มีความตั้งใจที่จะยกระดับ Platform For All ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการเติมเต็ม (Fulfillment) ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียลึกขึ้นไปอีกขั้น ดร.สมชาย กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มคนที่เข้ามาในแพลตฟอร์ม J&C มีความหลากหลาย หากเปรียบเป็นฐานของปพีระมิด ด้านล่างจะเริ่มจากผู้บริโภคขึ้นไปเป็นผู้ขายสินค้า ผู้สร้างองค์กร และผู้นำบริหารองค์กร แน่นอนว่าถ้าขนาดฐานด้านล่างไม่ใหญ่พอธุรกิจย่อมไม่โต
“ปีนี้เราจึงมีแผนพัฒนาฐานพีระมิดของเราที่ใหญ่อยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเข้าไป Fulfill สิ่งที่กลุ่มต่างๆ คาดหวัง ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงความต้องการอย่างแท้จริงในแต่ละส่วนของพีระมิด นำมาซึ่งส่วนผสมทางการตลาดในมิติต่างๆ”
มิติสินค้า เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยคัดกรองสินค้าขายดีที่ได้รับความนิยมนำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการรีแพ็กเกจจิ้งและหาแหล่งผลิตที่มีคุณภาพทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาสินค้าขายดีให้ดีขึ้นในราคาถูกลง ในขณะที่สินค้าอื่นจะนำกลับมาพัฒนาเช่นกัน รวมถึงเพิ่มสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้น
มิติช่องทางการจำหน่ายและสื่อสาร ให้น้ำหนักกับช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Lazada และ Shopee รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok และ Facebook พร้อมใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นตัวกลางในการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ โดยภายใต้แอปพลิเคชันนี้ ยังพร้อมดึงนักธุรกิจเครือข่าย J&C ที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจขายตรงผ่านออนไลน์มาแชร์เคล็ดลับและประสบการณ์ และใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาช่วยสร้างสีสันเพื่อกระตุ้นให้เกิดมุมมองการขายแบบใหม่อีกทางหนึ่ง
สำหรับช่องทางร้านค้าแฟรนไชส์ J&C imart ในไทยมีแผนเพิ่มจำนวนยอดขายต่อสาขา ส่วนตลาดต่างประเทศมีแผนขยายจำนวนร้านเพิ่มเติมใน CLMV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเวียดนามที่คาดว่าจะเปิดร้านแรกในปีนี้หลังมองเห็นโอกาสการเติบโต เนื่องจากการแข่งขันค้าปลีก CLMV ยังไม่รุนแรง และมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก
มิติแผนตอบแทนทางการตลาด ออกแผนผลตอบแทนใหม่โดยเพิ่มผลประโยชน์ตอบแทน (Incentive) เพื่อกระตุ้นให้นักขาย และผู้บริโภคทำธุรกิจต่อเนื่องมิติเทคโนโลยี J&C ลงทุนกับระบบจัดเก็บฐานข้อมูล Big Data มาหลายปีแล้ว และในปีนี้จะอัพเดทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาวิเคราะห์และออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ กิจกรรม คอร์สฝึกอบรม โปรโมชั่น และแผนผลตอบแทน ให้ตรงความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสามารถล่วงรู้พฤติกรรมการซื้อการบริโภคของคนในองค์กรได้ เพื่อบริหารจัดการด้านสินค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้ ดร.ฐัช กล่าวถึงความท้าทายในปีนี้ว่า ต้นทุนด้านพลังงาน และต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของการทำงานในปีนี้ ในเวลาเดียวกันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศย่อมมีผลต่อกำลังซื้อของฐานสมาชิก J&C ที่ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม
แต่จุดแข็งของ J&C ในการการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปยังคงสร้างความได้เปรียบในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการออกปุ๋ยสูตรใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร รวมถึงมีผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นเรือธงรองรับสังคมสูงวัย
ที่สำคัญ Platform For All ที่ J&C ทำอย่างไม่หยุดนิ่งจะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งให้ทุก Stakeholder ในระบบเติบโตไปอย่างมั่นคงในระยะยาว
บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขอขอบคุณทางร้าน Shoken Bangkok ผู้สนับสนุนที่ให้เกียรติและเอื้อเฟื้อสถานที่สำหรับถ่ายภาพผู้บริหาร J&C เพื่อใช้ลงนิตยสาร BrandAge ในครั้งนี้