ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกของกระเป๋าถือสุดหรู (Luxury Handbag) ราคาพุ่งสูง ถึงขนาดทำให้เกิดLuxury Handbag Inflation ซึ่งเป็นศัพท์ใหม่ในบรรดาแฟนพันธุ์แท้
แบรนด์อย่าง Chanel พบว่า ราคากระเป๋าอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
Chanel ซึ่งขึ้นชื่อด้านความงามสง่าเหนือกาลเวลาไม่รอดพ้นจากเทรนด์ข้างต้น ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ ได้เห็นราคาที่เพิ่มสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ตัวอย่าง เช่น ตั้งแต่ปี 2019 ราคาของกระเป๋าถือ Classic Flap เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเดิมราคาอยู่ที่ 5,800 ดอลลาร์ แต่ ณ เดือนมิถุนายน 2022 ราคาอยู่ที่ 10,200 ดอลลาร์ การค้นหากระเป๋าถือ Chanel ราคาต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แบรนด์จะเปิดตัวสไตล์ยอดนิยมใหม่ๆ เช่น mini Chanel 22 ก็ตาม
การเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของราคากระเป๋าแบรนด์ชั้นนำช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า
กระเป๋าสะพาย Chanel Classic (ใบเล็ก) ราคาอยู่ระหว่าง 5,000-10,000+ ดอลลาร์ ปัจจัยที่ทำให้ราคาสูงขึ้นมาจากราคาวัสดุเพิ่มขึ้น ชื่อเสียงของแบรนด์ กลยุทธ์พิเศษเฉพาะตัวตั้งแต่ปี 2019 ราคาเพิ่มขึ้น120% เพิ่มขึ้นหลายครั้งต่อปี
กระเป๋า Hermès Birkin ราคา 35,000-100,000+ ดอลลาร์ สินค้ามีจำนวนจำกัด มีความต้องการสูง ราคาไม่เคยตกตั้งแต่ปี 2010ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 500%
Louis Vuitton Neverfull Tote ราคา 1,100-1,900 ดอลลาร์ ราคาสูงเพราะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ชื่อเสียงของแบรนด์ การควบคุมการกระจายสินค้าตั้งแต่ปี 2010 ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100%
กระเป๋าสะพายไหล่ Gucci Dionysus ราคา 2,400-3,800ดอลลาร์ ราคาสูงขึ้นเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ เน้นที่งานฝีมือ อิทธิพลจาก Influencer นับจากปี 2016 ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 150%
Dior Lady Dior Bag ราคา 3,000-5,000 ดอลลาร์ ราคาเพิ่มสูงเป็นผลจากการออกแบบที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง วัสดุคุณภาพสูงขึ้น การตลาดแบบกำหนดเป้าหมาย นับจากปี 2015 ราคาเพิ่มขึ้น 80%
Bruno Pavlovsky ประธานของ Chanel กล่าวถึงความท้าทายทางการเงินและแฟชั่นที่บริษัทต้องเผชิญในช่วงที่ผ่านมา เขาคาดการณ์ว่าปี 2024 จะเป็นปีที่ "หนักหนาสาหัสกว่าเดิม" โดยยอมรับว่าอุตสาหกรรมสินค้าหรูหราไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ
แม้ที่ผ่านมา สิ่งที่ Chanel เน้นทำมาตลอด คือการรักษาความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับลูกค้า แต่ก็มีการคาดเดากันว่าแบรนด์จะให้ความสำคัญกับลูกค้ารายใดเป็นพิเศษหรือไม่
แม้ราคาจะเพิ่มขึ้น สำหรับลูกค้าจำนวนไม่น้อย พวกเขาถือว่า Chanel เป็นการลงทุนที่มั่นคงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ ความน่าดึงดูดใจและความขาดแคลนเป็นปัจจัยสำคัญของการ “สร้างคุณค่า”
เมื่อเทียบกับ Luxury Brand ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Hermès, Gucci, Louis Vuitton, Prada ฯลฯ ทุก แบรนด์ล้วนเป็นสินค้าที่คุ้มค่าต่อการลงทุน โดยสรุป คุณค่าเกิดจากการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ การออกแบบ มีผู้ติดตามหรือแฟนพันธุ์แท้ และจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์เช่นกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นนักสะสมหรือผู้ชื่นชอบแฟชั่น แต่ละแบรนด์ก็ล้วนนำเสนอสิ่งพิเศษบางอย่างเหมือนกัน