บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น หรือ KCG ประกาศวิสัยทัศน์ “Transition Towards Sustainable Growth สร้างองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมสู่อนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง” กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาใน 2 มิติ ผ่านแผนธุรกิจ 7 แกนหลัก ทรานส์ฟอร์มองค์กรขับเคลื่อนเทคโนโลยี ดึงคนรุ่นใหม่เสริมทัพ ยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและโซลูชั่นบริการใหม่ สร้างความรื่นรมย์ของรสชาติพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ชู KCG Logistics Park ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแบบครบวงจรแห่งใหม่และทันสมัย รับแผนขยายกำลังผลิตเต็มอัตราและขยายขอบเขตธุรกิจใหม่ ยึดมั่นดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน

ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย และนำเข้าเนย ชีส และผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคชั้นนำจากทั่วโลก กล่าวถึง ผลการดำเนินงานปี 2566 สามารถสร้างสถิติเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยยอดขาย 7,157 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 305.9 ล้านบาท เติบโต 26.9% ซึ่งเป็นผลจากการวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์การตลาดอย่างแข็งแกร่งและสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับปีนี้ KCG วางแผนต่อยอดความสำเร็จภายใต้วิสัยทัศน์ “Transition Towards Sustainable Growth สร้างองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมสู่อนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง” โดยกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาใน 2 มิติ ได้แก่
1. ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Strategy) โดยยึดหลัก “Heart-driven - Expertise - Agile – Responsible – Teamwork” ด้วยความเชื่อมั่นว่าพนักงานเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุสู่เป้าหมายสูงสุด
2. ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ (Business Strategy) เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างอาณาจักรอาหารตะวันตก เนยและชีส ให้เติบโตมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้การขับเคลื่อน 7 แกนหลัก ได้แก่ 1) Growth มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจ 2) People การพัฒนาบุคลากร 3) Innovation Data & Tech การขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี 4) Export การขยายตลาดส่งออก 5) Supply Chain & Inventory ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร 6) Production & Automation ยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ และ 7) Sustainable Development การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
“ที่ผ่านมา KCG มีการเติบโตแบบ Organic โดยเน้นเรื่องพอร์ตโฟลิโอ และการวางกลยุทธ์ในช่องทางจัดจำหน่าย พร้อมทั้งมุ่งผลิตสินค้าที่ต้องผ่านการวิจัยและพัฒนาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค สำหรับช่องทางผู้ประกอบการ (B2B) เราจะสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ตอบโจทย์ในด้านของโซลูชั่น ส่วน Inorganic มองหาโอกาสเติบโตทั้งรูปแบบการร่วมทุนและซื้อกิจการ เช่น การซื้อกิจการบริษัท อินโดกูนา (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารแช่แข็งเพื่อตอบโจทย์ทางด้าน Food Service มากขึ้น ขณะเดียวกัน เราให้ความสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อเข้ามารับตำแหน่งจึงได้ปรับโครงสร้างองค์กร เสริมบุคลากรที่มีความรู้และความชำนาญเฉพาะด้าน นอกจากนี้เรายังใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่นในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อทำให้งานเกิดความแม่นยำและรวดเร็ว ตลอดจนการ Reskill และ Upskill พนักงาน”

ธวัช ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส KCG ยังมองว่า สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ที่ผ่านมา ได้สร้างอุบัติการณ์ใหม่ทางด้านโภชนาการอาหารทั่วโลก โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ส่งผลให้เกิด 5 เมกะเทรนด์ในปีนี้ ได้แก่ 1.Health Beliefs เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย 2.Naturally Functional เทรนด์อาหารที่มีการพัฒนาสารเสริมเชิงหน้าที่จากธรรมชาติ หรือมีการเติมวิตามินเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ 3.Weight Wellness เทรนด์อาหารสำหรับการดูแลรูปร่าง 4.Snackification เทรนด์นวัตกรรมอาหารว่างที่ทำให้สะดวกทานง่ายทุกที่และทุกเวลา และ 5.Sustainability เทรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลก
สำหรับแนวทางการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปี 2567-2572 บริษัทฯ วางกรอบการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพและบริการใหม่ตามเทรนด์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและระดับโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถเจาะลึกถึงต้องการของผู้บริโภคกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน รวมถึงการต่อยอดสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งที่ทำจากนม (Dairy Products) และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ได้ทำจากนม (Non-dairy) พร้อมทั้งร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและพันธมิตรบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างเหมาะสม
“เราให้ความสำคัญกับนวัตกรรมอย่างมากผ่านการวิเคราะห์เทรนด์ของต่างประเทศและในประเทศไทยในด้านนวัตกรรมเราใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มในเรื่องของกระบวนและให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน และมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืน โดย KCG ได้วางโรดแมปเพื่อสร้างการเติบโตที่มุ่งตอบโจทย์เทรนด์และกลยุทธ์ด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกกลุ่มผู้บริโภคและสร้างความยั่งยืน และสร้างผลการดำเนินงานที่ดีสู่บริษัทฯ นอกจากนี้ เรายังมองโอกาสการลงทุนทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ ทุกปีเราจะมีการสนับสนุน Food innovation และในงาน THAIFEX ปีนี้จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และยังดีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

ดนัย คาลัสซี รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส KCG กล่าวเสริมว่า หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ได้ลงทุนสร้าง ‘KCG Logistics Park’ หรือศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแบบครบวงจร บนพื้นที่ 15 ไร่ โดยนำเทคโนโลยีมาจัดเก็บผลิตภัณฑ์ของ KCG ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 อุณหภูมิ ทั้งระบบแช่แข็ง (Frozen) ระบบแช่เย็น (Chill) และแบบอุณหภูมิห้อง (Ambient) มาใช้ ทำให้สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีสมีความสดใหม่ และนำเทคโนโลยีระบบ VMI (Vendor Managed Inventory) มาใช้เพื่อควบคุมระดับสต็อกและการส่งสินค้าให้ทันเวลาตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฟสแรกคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้
นอกจากนี้ ในด้านการผลิตได้มีการขยายกำลังผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีสในรูปแบบห่อเดี่ยว (Individually Wrapped Processed Cheese Slices หรือ IWS) เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,106 ตันต่อปี เป็น 4,212 ตันต่อปี ไปเรียบร้อยแล้วในเดือนตุลาคมปี 2566 และอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเนยจากเดิม 18,000 ตันต่อปี เป็น 23,000 ตันต่อปี จะแล้วเสร็จในปี 2568 ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าปรับระบบการขนส่งสินค้าด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้รถไฟฟ้าพลังงานสะอาด (EV Truck) โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ของจำนวนรถขนส่งทั้งหมด เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน
ดำรงชัย ย้ำว่า เมื่อโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว KCG ก็ต้องปรับตัวให้ทันภายใต้กลยุทธ์ทั้ง 7 แกนหลัก โดยตั้งเป้าหมายเติบโตเป็น Double Digits ต่อเนื่องปีที่ พร้อมมุ่งสร้างคนในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างแม่นยำและถูกต้อง ควบคู่ไปกับการขยายกลุ่มสินค้าใหม่ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโต และขยายขอบเขตสู่ตลาดใหม่ผ่านตัวแทนจัดจำหน่าย ซึ่งการยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร จะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ (Production& Automation) โดยมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีส ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดยนำกระบวนการผลิตระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวเราจึงให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และปรับตัวให้พร้อมสู่ความยั่งยืน
“เราดูแลใส่ใจเรื่องธรรมภิบาลมาโดยตลอด ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง และเรายังดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมล้อม โดยมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมภายใต้กรอบ ESG อาทิ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567 อย่างน้อย 20% จากปี 2566 ในด้านสังคม เราจะดูแลสังคมภายในองค์กร และร่วมกับรัฐบาล ทำประโยชน์ให้กับสังคม มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เป็นต้น”
