บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ เผย 3 กุญแจสู่ความสำเร็จปี 2567 ในการเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ ด้วยการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ 7 Business Pillars อย่างต่อเนื่อง การเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ และการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โมเดิร์นไลฟ์สไตล์
พร้อมเปิดแผนเชิงรุกปี 2568 ตอกย้ำความเป็นผู้นำอาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนความสุขของคนยุคปัจจุบันผ่านเมนูจากเซเลบริตี้เชฟของ KCG เพื่อตอกย้ำว่า KCG ไม่ได้มีดีแค่คุกกี้กล่องแดง แต่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแบรนด์ คุณภาพจากทั่วโลก ผ่าน 3 แนวทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ที่ต่อยอดมาจากการเรียนรู้ในปีที่กำลังจะผ่านไป
คุณดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า ปี 2567 ถือเป็นปีแห่งความภูมิใจของ KCG และเป็นบทเรียนความสำเร็จที่ต่อยอดสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ได้ดังนี้

แนวทางที่ 1. การสานต่อยุทธศาสตร์ 7 Business Pillars
โดย KCG จะมุ่งเน้นการพัฒนาใน 7 มิติหลัก ได้แก่ 1) Growth มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจ 2) People การพัฒนาบุคลากร 3) Innovation & Tech การขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี 4) Export การขยายตลาดส่งออก 5) Supply Chain & Inventory ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร 6) Production& Automation ยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ และ 7) Sustainable Development การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
“ความสำเร็จในปี 2567 เกิดจากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างเข้มข้น จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ดังนั้น ในปี 2568 นี้ KCG จะยังคงสานต่อยุทธศาสตร์ 7 Business Pillars อย่างต่อเนื่องและเข้มข้นในทุกภาคส่วนขององค์กร โดยแต่ละแผนกจะต้องนำบทเรียนที่ได้ในปี 2567 มาปรับปรุงพัฒนาต่อไป”
แนวทางที่ 2. ความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและบริการ
KCG มีข้อมูลจากการเฝ้าสังเกตผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดจนพบว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันให้คุณค่ากับอาหารที่มากกว่าความอิ่มอร่อย ซึ่งแนวทางในการพัฒนาสินค้าและบริการของ KCG ในปี 2568 จะต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคใน 4 มิติ คือ
FOOD FOR SELF EXPRESSION อาหารเพื่อบ่งบอกตัวตน - ทุกวันนี้ผู้บริโภคใช้อาหารเป็นการสื่อสารตัวตนผ่านโซเชียลมีเดีย อาหารเป็นสื่อที่บ่งบอกตัวตนของผู้บริโภคว่าเป็นคนแบบไหน ดังนั้น สินค้าและบริการของ KCG จะต้องช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกถึงการเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่
FOOD FOR CONNECTING PEOPLE อาหารเพื่อเชื่อมโยงผู้คน - อาหารเป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์ของผู้คน ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แตกแขนงไปมากกว่าเดิม มีเพื่อนที่มีความสนใจเฉพาะ มี Networking ต่างๆ ที่ทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ดังนั้น อาหารจึงควรทำหน้าที่ให้คนมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
FOOD TO HEAL YOUR BODY & MIND อาหารเพื่อฮีลกายและใจ - เทรนด์การรักษาสุขภาพยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ดังนั้น อาหารจึงควรเสิร์ฟทั้งความสุขต่อร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีต่อตัวเอง และไม่รู้สึกผิดที่จะรับประทาน
FOOD TO SAVE THE WORLD อาหารเพื่อช่วยให้โลกดีขึ้น - ผู้บริโภคมีความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การทำผลิตภัณฑ์อาหารจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วย ทั้งในเชิงที่มาของวัตถุดิบที่ต้องได้คุณภาพ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
แนวทางที่ 3. การต่อยอดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โมเดิร์นไลฟ์สไตล์
การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอย่าง “แดรี่ โกลด์ ชีสกะเพรา” ที่ผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดี สะท้อนภาพการรับประทานชีสมีความหลากหลายมากขึ้น ในปี 2568 KCG จึงมุ่งให้ความสำคัญกับนวัตกรรมต่อไป ทั้งในเรื่องรสชาติและวิธีการรับประทาน ซึ่งทีม R&D ถือเป็นจุดแข็งของ KCG รวมถึงการเสาะแสวงหาแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพจากทั่วโลกที่จะมาเติมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตฟอลิโอของ KCG โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพรีเมียม
“KCG พยายามเข้าถึงคนรุ่นใหม่ผ่านกลยุทธ์ Partnership เช่น การจับมือกับ GREYHOUND CAFÉ ในการนำเสนอเมนู “ชีสบอร์ด” เป็นเมนูประจำการเฉลิมฉลอง เป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้รับประทานชีสในรูปแบบที่หลากหลาย พร้อมกับการเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ไปด้วย และในปี 2568 KCG จะยังคงหาวิธีในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ให้ได้มากขึ้นต่อไป”

คุณดำรงชัย กล่าวเสริมว่า การที่ KCG มี Celebrity Chef อยู่ในองค์กร เช่น เชฟบิ๊บ–ชัชชญา รักตะกนิษฐ Vice-President ของ KCG Creative Center เชฟเมย์–พัทธนันท์ ธงทอง และ เชฟพลอย–ฐาติกานต์ ตัณฑจินนะ KCG Ambassador Chef ถือเป็นกุญแจสำคัญในการคิดค้นวิธีการนำเสนออาหารให้ตอบโจทย์โมเดิร์นไลฟ์สไตล์ จะยิ่งช่วยให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของ KCG ได้ดียิ่งขึ้น
“การเน้นย้ำคุณภาพของผลิตภัณฑ์จาก KCG และการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภค จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ KCG ยังคงสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ และทำให้ทุกคนเห็นว่า KCG ไม่ได้มีดีแค่คุกกี้อิมพีเรียลกล่องแดง แต่ยังมีผลิตภัณฑ์คุณภาพในพอร์ตฟอลิโอจากทั่วโลก”
สำหรับความสำเร็จในปี 2567 ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ของ KCG ประกอบด้วยความสำเร็จใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 2. SUPPLY CHAIN & INNOVATION และ 3. SUSTAINABLE
แนวทาง การสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ KCG ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ Dairy Products ในกลุ่มเนยและชีสอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยไตรมาส 3/2567 สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เนยได้ถึง 55% และผลิตภัณฑ์ชีส 31.6% รวมยอดขายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมมูลค่า 1,063.4 ล้านบาท อีกทั้ง KCG ยังเป็น Top 3 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับการประกอบอาหารและเบเกอรี (FBI) ในส่วนของผลิตภัณฑ์ประกอบการทำเค้กและแพนเค้กมีส่วนแบ่งการตลาด 14.2% และผลิตภัณฑ์ยีสต์มีส่วนแบ่งการตลาด 9.2% รวมยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับการประกอบอาหารและเบเกอรี (FBI) 507.8 ล้านบาท และกลุ่มผลิตภัณฑ์ Biscuits มีส่วนแบ่งการตลาด 26.1% มูลค่า 181.4 ล้านบาท
ในปี 2567 KCG มีสินค้าที่เป็นหลักไมล์ที่สำคัญใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Dairy Products อย่าง ‘แดรี่โกลด์ ชีสกะเพรา’ ที่เกิดจากแนวคิดในการ “Fusion” ตั้งแต่การนำเข้าและเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารตะวันตกในประเทศไทย ผสานทั้งในเรื่องรสชาติท้องถิ่นดั้งเดิม (Localization) และความทันสมัย (Modernization) จึงตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและรสชาติ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Food and Bakery Ingredients มีการนำเข้าวัตถุดิบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เนื้อ ล็อบสเตอร์ และ โคลคัท กลุ่มผลิตภัณฑ์ Biscuits มี IMPERIAL Edible Cookie Cup แก้วกาแฟกินได้ ทำจากคุกกี้อิมพีเรียลสูตรพิเศษ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความยั่งยืน รสชาติ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ซึ่งสร้างความตื่นเต้นตั้งแต่เวอร์ชันต้นแบบในงาน Thaifex 2567

คุณดำรงชัย ยังมองว่า การสร้าง Dynamic ผ่านช่องทางจัดจำหน่าย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในปี 2567 โดยมีกลุ่มลูกค้า B2C 53% B2B 43% และ Export 4% ที่ผ่านมา KCG มีความแข็งแกร่งในช่องทางการขายแบบ B2B เป็นพื้นฐาน แต่ปีนี้สามารถขยายสัดส่วนลูกค้า B2B และ B2C ให้เติบโตใกล้เคียงกันได้
รวมถึงเรื่องของ SUPPLY CHAIN & INNOVATION ที่ใช้งบการลงทุนกว่า 350 ล้านบาท เปิดตัว KCG Logistics Park ในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาด และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยเริ่มจาก 3 สาขาแรก คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบัน KCG Logistics Park สามารถเปิดใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ 95% โดยวางเป้าหมายด้านการส่งมอบอาหารที่สดใหม่ให้ลูกค้าผ่านระบบ Supply Chain & Inventory ที่รองรับ 3 กลุ่มสินค้าหลักของ KCG ได้แก่ Dairy Products, Food and Bakery Ingredients (FBI) และ Biscuits จัดเก็บสินค้าในโซนอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพความสดใหม่ของสินค้าก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค
“KCG ยังมีเป้าหมายที่มุ่งสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน โดยปี 2567 KCG ได้รับคัดเลือกจากสถาบันไทยพัฒน์ในฐานะองค์กร Sustainability Disclosure Acknowledgement จาก ที่สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานขององค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็น1 ใน 3 บริษัทเท่านั้นที่ผ่านการประเมินคุณภาพและสามารถได้รับรางวัล Investors’ Choice Award ด้วยคะแนน 100 เต็ม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ KCG ในการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียม และเป็นผลมาจากการที่บริษัทดำเนินการตามยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ 7 Business Pillars มาอย่างต่อเนื่อง” คุณดำรงชัย กล่าว
