ย้อนกลับไปกว่า 60 ปีก่อน ที่สถาบันการศึกษาเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้น โดยอาจารย์สุรัตน์ และอาจารย์ปองทิพย์ โอสถานุเคราะห์ จวบจนวันนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่เคยหยุดยั้งการพัฒนา ด้วยวัตถุประสงค์แรกเริ่ม คือการผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมสู่โลกของการทำงานจริง พร้อมกับดีเอ็นเอ (DNA) ของการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความคิดสร้างสรรค์ (Creative University) ผ่านการบริหารที่มุ่งยกระดับทางการศึกษาของประเทศไทยเรื่อยมา ภายใต้การดูแลของคุณแฌง-ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีคนปัจจุบัน ที่พร้อมสร้างบัณฑิตที่มีคุณค่าและมูลค่าเพิ่มสู่โลกธุรกิจในยุคดิจิทัล
คุณภูรัตน์หรือคุณแฌง เป็นบุตรชายของคุณเพชร โอสถานุเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ แม้จะอายุยังน้อย ในวัยเพียง 30 ปี แต่มากไปด้วยความสามารถ โดยเฉพาะการนำความถนัดทางด้านการลงทุนในธุรกิจ และเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการบริหารมหาวิทยาลัยกรุงเทพในยุคปัจจุบัน
ก่อนหน้าจะเข้ารับตำแหน่งอธิการบดี ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอย่าง คุณแฌง-ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ มีความชื่นชอบในดนตรี และมีแพชชั่นในการลงทุน เคยทำธุรกิจด้านการลงทุนและเทคโนโลยี เป็นหุ้นส่วนและทำงานวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ในประเทศสิงคโปร์ ดูแลการลงทุนของบริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ รวมถึงงานในวงการเทคโนโลยีด้านการเงิน (FinTech) และเคยดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดีสายการคลังและกลยุทธ์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กับมุมมองที่ว่าการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม ทางการศึกษา คือ “คน” ที่เป็นต้นน้ำในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม
แม้ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นอันดับท็อปทางด้านการศึกษา ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย ประเทศสิงคโปร์ และออสเตรเลียยังครองตำแหน่งระดับท็อป แต่ต้องนับว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมทางด้านการศึกษาที่เข้มแข็ง ในเรื่องการศึกษาระดับนานาชาติ (International Education) การผลักดันให้เกิดแนวความคิดในระดับโลก (Global mindset) พร้อมๆ กับใช้ AI tools สร้างชุดทักษะความรู้จะช่วยสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทั้งในด้านการเรียน และต่อยอดไปสู่การทำงาน
นอกจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพจะมีหลักสูตรนานาชาติแล้วยังมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยน ระหว่างประเทศ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับนักศึกษา โดยเพิ่งจัดกิจกรรมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ Berkeley SkyDeck Fund ในงาน BU x Berkeley SkyDeck Fund Hackathon ครั้งที่ 2 เฟ้นหาสตาร์ทอัพเสนอแผนธุรกิจใหม่ๆ โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมแข่งขันกว่า 7 ประเทศ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นลดช่องว่าง (Bridging the Gap) ระหว่างภาคอุตสาหกรรม กับภาคการศึกษา

คุณสมบัติของบัณฑิตในศตวรรษที่ 21ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา การศึกษาก็ต้องมีการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ปัจจุบัน
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แบ่งการศึกษาเป็นแบบ Career Cluster 3 แบบ ได้แก่- Creative Cluster ได้แก่ คณะนิเทศศาสตร์ คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ คณะศิลปกรรม และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
- Innovative Cluster ได้แก่ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม และคณะวิศวกรรมศาสตร์
- Business Cluster ได้แก่ คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ คณะบัญชี คณะบริหารธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์และการลงทุน คณะนิติศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว
โดยในแต่ละ Cluster จะมีชุดทักษะความรู้แตกต่างกันออกไป ภายใต้โครงสร้างที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้ โดยนักศึกษาในทุกคลัสเตอร์ จะมี Hard Skill และ Technical Skill ที่แตกต่างกันตามสายงาน แต่ทุกคนจะต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และมีจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ ที่จะสามารถต่อยอดให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่การสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม ซึ่ง Cluster ทั้ง 3 แบบ จะตอบโจทย์กับโลกของธุรกิจในปัจจุบันและในอนาคตได้

อนาคตคนทำงานในยุค Generative AI
AI แทรกซึมเข้ามาในทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่การศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพมีการนำ AI เข้ามาอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน เพราะ AI ถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง คณะอาจารย์ทุกคนมีการ Reskill และ Upskill เพื่อให้ใช้เครื่องมือเป็น และนำ AI มาเป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มช่วยประหยัดเวลา ทำงานได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนและต่อยอด สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และอยู่ในระหว่างการศึกษาว่าจะนำมาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความท้าทายในการบริหารมหาวิทยาลัย พ.ศ. นี้
นอกจากความท้าทายที่ต้องมารับตำแหน่งอธิการบดี ทั้งที่มีอายุเพียง 30 ปี อีกความท้าทายคือการบริหารมหาวิทยาลัยในยุคดิจิทัลเทคโนโลยี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก หากองค์กรการศึกษาไม่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที ก็จะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปเร็วได้ เมื่อถามถึงความคาดหวังจากการเข้ามาบริหารมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ คุณแฌงมองว่า
“การศึกษาเป็น Long term oriented ฉะนั้นตัววัดความสำเร็จ KPI ก็ต้องเป็นระยะยาว โดยอาจวัดจากจำนวนและความสำเร็จของบัณฑิตในสายงานต่างๆ ที่สามารถต่อยอดให้เกิดการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม ในวงการนั้นๆ ได้ ตามที่มหาวิทยาลัยตั้งใจให้เกิดขึ้น”
เรายังสามารถนำเอาความสำเร็จ (Success Point) ของมหาอำนาจทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยี อย่าง Meta, Google, Amazon หรือ Netflix มาประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบได้ ในเรื่องการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง สร้างประสบการณ์กับผู้ใช้ พอเราเข้าไปใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของเขาทำให้เราไม่อยากออกจากตรงนั้น รูปแบบโครงสร้างนี้นำมาประยุกต์กับการศึกษาเรื่องผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและประสบการณ์กับผู้เรียน ซึ่งก็เชื่อมโยงกับแพชชั่นของเรา ช่วงเวลาที่เกิดความประทับใจกับอะไรบางอย่าง เช่น ชมภาพยนตร์แล้วซาบซึ้งจนอยากเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ หรือบุคคลต้นแบบ อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำให้เกิดแพชชั่นอยากเรียนรู้ในสาขาวิชานั้น หน้าที่ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คือ บ่มเพาะชุดทักษะความรู้เพื่อตอบโจทย์แพชชั่นผ่านเครื่องมือในการเรียนรู้ และอุปกรณ์ที่ช่วยในการเรียนรู้ พร้อมกับการหาโซลูชั่นแบบใหม่ๆ คิดนอกกรอบใช้ mindset ต่างๆ ในการแก้ปัญหา
ความภูมิใจเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของคุณแฌง
“ผมอยากให้องค์กรที่รับบัณฑิตของเราเข้าไปทำงานแล้วรู้สึกว่าเด็กๆ มี Passion ในการทำงาน”