นูโทรจีนาถือเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีชื่อเสียงในตลาดสกินแคร์ โดยมีสินค้าหลักอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้า มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 60% 2. กลุ่มสินค้ามอยส์เจอไรเซอร์ หรือชะลอวัย มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 30% 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 10%
ล่าสุด นูโทรจีนาได้มีการเติมโปรดักต์ไลน์ในกลุ่มชะลอวัยด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ นูโทรจีนา วิซิเบิล รีแพร์ เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 30-55 ปีมากขึ้น
ชวีนา จิตรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด นูโทรจีนา ประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา อธิบายว่าจุดแข็งของนูโทรจีนา วิซิเบิล รีแพร์ คือเป็นนวัตกรรมความงามทางวิทยาศาสตร์ Dual Action ดูแลผิว 2 ขั้นตอนใน 1 เดียวด้วย เรตินอลผสานกับแอนตี้ออกซิแดนท์ลดริ้วรอยลึกใน 7 วันและลดโอกาสเกิดริ้วรอยใหม่
“ตลาดสกินแคร์ในประเทศไทย กลุ่มสินค้าผิวกระจ่างใสยังคงเป็นเซ็กเม้นต์ที่ใหญ่สุด รองลงมาคือกลุ่มสินค้าชะลอวัยที่หลายแบรนด์เริ่มลงแข่งขันในตลาดตลาดนี้มากขึ้น ซึ่งทางบริษัทมองเห็นโอกาสตรงนี้ นูโทรจีนาเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางบริษัทแม่เห็นโอกาสการเติบโตในเอเชีย โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่ตลาดสกินแคร์ใหญ่มาก สินค้ามีตั้งแต่ชนิดซองไปจนถึงกระปุกเพราะคนไทยรักสวยรักงาม จึงได้มีการเปิดตัวสินค้ากลุ่มชะลอวัยอย่างนูโทรจีนา วิซิเบิล รีแพร์ในประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากไต้หวัน”
การเปิดตัวครั้งนี้ ทางนูโทรจีนาได้มีการจัดอีเวนท์ทางการตลาดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างประสบการณ์ตรงให้แก่ผู้บริโภคได้มาสัมผัสด้วยตัวเอ งโดยมีการจำลอง NEUTROGENA® SKIN INNOVATION CENTER ที่จะท้าพิสูจน์ให้ผู้บริโภคได้เข้ามาร่วมสัมผัสกับประสบการณ์ผิวอ่อนวัย นอกจากนี้ยังมีการแจกสินค้าตัวอย่างกว่า 10,000 ชุดผ่านร้านวัตสัน และช่องทางออนไลน์ และมีการวางจำหน่ายสินค้าขนาดเซตทดลองราคา 599 บาท ที่ร้านวัตสันเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสทดลองใช้

การเปิดตัวไลน์อัพสินค้าใหม่ของนูโทรจีนาถือเป็น Big Move ของบริษัท เพราะที่ผ่านมานูโทรจีนามีความเคลื่อนไหวน้อยมากเกี่ยวกับเรื่องการเปิดตัวสินค้าใหม่
ชวีนา อธิบายว่า ตลาดสกินแคร์แบรนด์โลคอลจะมีความได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวที่ออกสินค้าได้เร็วกว่า แต่สำหรับนูโทรจีนากลยุทธ์การตลาดจะเน้นในเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นสินค้าทุกตัวจะต้องผ่านการทดลองในห้องแล็บที่มากกว่าเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ดีกว่า
“ยอมรับว่าเรามาช้าแต่ชัวร์ มาช้าแต่จัดเต็ม การจะออกสินค้าใหม่ของนูโทรจีนา บางครั้งต้องใช้เวลา 1-2 ปี ช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา เราพูดแต่สินค้าไลน์เดิมตลอด การเปิดไลน์สินค้าใหม่ครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวใหญ่ในรอบ 4-5 ปี ในความพยายามจะหาสินค้าที่ถูกกับผิวของคนไทยมาจำหน่าย
เทรนด์ของสกินแคร์ตอนนี้ สินค้าชะลอวัยกำลังมา ทีมงานมีการทดลองสินค้าเองที่แล็บในประเทศสิงคโปร์ เพื่อทดสอบการระคายเคืองจากเรตินอล เนื่องจากสินค้ากลุ่มชะลอวัย ตอนนี้สินค้าที่มีส่วนผสมของเรตินอลมาแรงมากจริงๆ เรตินอลมีมานานแล้วแต่การเอามาใช้จริงในเครื่องสำอางไม่ให้ระคายเคืองเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังมีความกังวลเรื่องระคายเคืองหรือแพ้ นูโทรจีนาเราทดสอบทุกอย่างจนมั่นใจว่าสามารถใช้ได้ทุกวัน ทุกอย่างที่ทำต้องมีการวัดผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ”

หลังการเปิดตัวสินค้าครั้งนี้ ชวีนา กล่าวว่า Brand Portfolio ของนูโทรจีนาในประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยสัดส่วนการขายสินค้าในสิ้นปีนี้จะมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้า และกลุ่มสินค้ามอยส์เจอไรเซอร์อย่างละ 45% และมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายประมาณ 10%
ตลาดสินค้าสกินแคร์บำรุงผิวหน้าในไทยมีมูลค่าประมาณ 13,000 ล้านบาทเติบโต 13% ในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าในปี 2567 จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าที่ได้รับความนิยม คือ 1. กลุ่มสินค้าผิวกระจ่างใสมีส่วนแบ่งประมาณ50% 2. กลุ่มชะลอวัยลดริ้วรอยมีส่วนแบ่งประมาณ 40% 3. กลุ่มสินค้าทั่วไปมีส่วนแบ่งประมาณ1 0%
“ที่ผ่านมานูโทรจีนาอาจจะเน้นทำตลาดในกลุ่มคลีนเซอร์ แต่ในปีนี้เราจะเน้นกลุ่มชะลอวัยเพิ่มมากขึ้น รายได้จากกลุ่มนี้ น่าจะเติบโตอย่างน้อย 3 เท่า ส่วนเรื่องการสื่อสารเราพยายามควบคุมไม่ให้ภาพลักษณ์ออกไปทางบิวตี้มากจนเกินไป แต่จะเน้นนำเสนอจุดแตกต่างเรื่องการทดลองจากจากผู้เชี่ยวชาญมากกว่า เราไม่เน้นขายความหวังแต่เน้นขายผลลัพธ์ เราอยากจะขยับตัวจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปทางเวชสำอางมากขึ้นให้เป็นเหมือนกับต่างประเทศ ซึ่งไม่เกิน 2 ปี ผู้บริโภคน่าจะจดจำภาพลักษณ์ของเราได้”
