หลายคนอาจจะสงสัยว่า ร้านค้าปลีกประเภทซูเปอร์มาร์เก็ตกับไฮเปอร์มาร์เก็ต มีความแตกต่างกันอย่างไร เนื่องจากภาพของค้าปลีกทั้ง 2 เซ็กเม้นต์ เริ่มมีความเบลอ และขยับเข้ามาใกล้เคียงกันจนแทบจะแยกไม่ออก
ทั้งนี้ก็เพราะว่าทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ต่างก็มุ่งให้ความสำคัญมาที่การทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารสดเหมือนๆ กัน อย่างกรณีของโลตัส ที่มีการแตกแบรนด์ “โลตัส พรีเว่” และเปิดสาขาแรกไปที่ตึก ICS ตรงข้ามไอคอนสยาม ก็วางตัวเองเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตระดับบน แต่มีการให้น้ำหนักในการนำเสนอสินค้าสินค้ากลุ่มอาหารโดยเฉพาะอาหารนำเข้า ทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างไปจากการทำตลาดของซูเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ แบรนด์เลย
เรื่องนี้ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการค้าปลีก ออกมาเฉลยไว้แบบน่าสนใจว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับ ชื่อเรียกค้าปลีกเซ็กเม้นต์นี้ โดยในอเมริกาจะเรียกค้าปลีกในรูปแบบนี้ว่า “ซูเปอร์เซ็นเตอร์” ขณะที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตจะเป็นคำเรียกขานตามตลาดค้าปลีกยุโรป ซึ่งตลาดบ้านเราจะคุ้นชินกับอันหลัง เพราะมีทั้งคาร์ฟูร์ กาสิโน (บิ๊กซี) และเทสโก้ ขยายฐานเข้ามาทำตลาด
ส่วนความแตกต่างกับซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น ดร.ฉัตรชัย บอกว่า ปกติพื้นที่ของไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีขนาดกว่า 10,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่า 6 เท่า ของขนาดซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่เพียงเท่านั้น ไฮเปอร์มาร์เก็ตยังมีสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งสินค้าอื่นๆ จำหน่ายหลากหลายถึง 50,000 ชนิด โดยสิ่งที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดเล็กกว่ามาก และมุ่งเน้นที่อาหารสด สัดส่วนหมวดสินค้าประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) จึงอยู่ราว 80 : 20

ในขณะที่ ไฮเปอร์มาร์ทขนาดพื้นที่ใหญ่กว่ามาก สินค้ามีความหลากหลายทั้งชนิด ขนาด และราคาถูกกว่าสัดส่วนหมวดสินค้าประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) อยู่ที่ 55 : 45 ทำให้การบริหารการขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตสลับซับซ้อนกว่าธุรกิจค้าปลีกทั่วไป ด้วยความที่ต้องบริหารต้นทุนให้ต่ำ ใช้ค่าใช้จ่ายน้อย โดยให้ลูกค้าบริการตัวเอง ปัจจัยสำคัญในการบริหารร้านค้าแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรื่องการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อให้รอบการหมุนเวียนสินค้าสูงตาม
สิ่งที่เราได้เห็นกันแบบคุ้นตาก็คือไฮเปอร์มาร์เก็ตจะขายสินค้าในราคาถูก บางครั้งขายต่ำกว่าทุน เพื่อใช้สินค้าตัวนั้นๆ เป็นตัวเรียกคนเข้ามาช้อปในร้าน
อย่างไรก็ตาม ภาพของค้าปลีกทั้ง 2 เซ็กเม้นต์ ในช่วงเวลาที่ตลาดค้าปลีกบ้านเราเข้าสู่ยุค “Blurring the Line” ที่แต่ละเซ็กเม้นต์มีภาพที่ทับซ้อนกันค่อนข้างมากนั้น ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าประเภทอาหารสดเหมือนๆ กัน
ทำให้เราได้เห็นการเติมเต็มสินค้าในกลุ่มอาหารสดเข้ามาของผู้เล่นในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มสินค้านำเข้า โดยมีการนำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ในกลุ่มอาหารเข้ามาสร้างความแตกต่าง และสร้างภาพจำของการเป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าอาหารสดคุณภาพในราคาถูก

การปรับกลยุทธ์ดังกล่าวก็เพื่อที่จะใช้สินค้าในกลุ่มอาหารสด เป็นตัวดึงลูกค้าให้เข้ามาช้อปในสโตร์หรือช่องทางออนไลน์ของตัวเองในความถี่ที่มากขึ้น เนื่องจากมองว่า สินค้าอาหารสดเป็นกลุ่มสินค้าที่ต้องกินต้องใช้ทุกวัน จึงน่าจะมีความถี่ในการซื้อมากกว่าสินค้าในกลุ่มฮาร์ดไลน์
ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแบรนด์เริ่มขยับหนี ด้วยการนำสินค้ากลุ่มอาหารสดนำเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไม่เพียงแค่การขายสินค้า แต่ยังนำเรื่องของการสร้าง Inspiration ในเรื่องของอาหารกับลูกค้า เพื่อเข้าไปสร้างความผูกพันด้านอารมณ์ที่จะต่อยอดไปสู่การสร้างฐานที่เป็นแฟนประจำของสโตร์ตัวเอง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเติมเต็มร้านอาหารแบบเทค โฮม ที่รวมถึงการนำวัตถุดิบภายในสโตร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการปรุงเป็นอาหารที่จะนั่งทางในเคาน์เตอร์ หรือจะซื้อกลับบ้านก็ได้ เป็นอีกการสร้างความแตกต่างเพื่อขยับหนีการรุกเข้ามาของไฮเปอร์มาร์เก็ต

เช่นเดียวกับเรื่องของการเล่นแคมเปญราคา ที่มีออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการดึงลูกค้าให้มาช้อปประจำหรือช้อปในความถี่ที่มากขึ้น
ส่วนสิ่งที่น่าสังเกตก็คือในเรื่องของพื้นที่ขาย ที่ในอดีตนั้นสโตร์ของไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงมีจำนวนสินค้าที่วางขายในสโตร์ในจำนวนเอสเคยูที่มากกว่า แต่ปัจจุบัน ไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างโลตัสเริ่มมีการตัดลดพื้นที่ในสโตร์ของบางสาขาลง เนื่องจากมีเรื่องของช่องทางขายออนไลน์เข้ามาช่วยในการเข้าถึง สาขาบางสาขาอย่างโลตัส บางกะปิ มีการลดพื้นที่ในส่วนของสินค้าฮาร์ดไลน์ พร้อมตัดพื้นที่ให้ร้านมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. เข้ามาเช่าแทน ถือเป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ภาพของไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต เริ่มเข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ในปัจจุบัน การลงทุนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ของทั้งบิ๊กซีและโลตัสจะมีออกมาให้เห็นไม่มากเหมือนช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากทั้งคู่หันไปลงทุนทำค้าปลีกในรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปของทั้งตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดแบบ Omni-channel มากขึ้น
แต่ไฮเปอร์มาร์เก็ตก็ได้ชื่อว่าเป็นตัวที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดค้าปลีกบ้านเราตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จนกลายเป็นอีกเซ็กเม้นต์ค้าปลีกที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดมากที่สุดในตลาดค้าปลีกของบ้านเรา.....