ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดฟาสต์แฟชั่นของโลก ทำให้แลนด์สเคปของตลาดแฟชั่นในบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกัน ธุรกิจการ์เม้นต์ของไทยก็เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Sunset” หรือภาวะถดถอย ทำให้ผู้เล่นในตลาดนี้หลายรายมีการปรับตัวเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือการปรับตัวของยัสปาล ที่เปลี่ยนตัวเองจากแค่ผู้ผลิต มาสู่การเป็น “เทรดดิ้ง” พร้อมกับสร้างแบรนด์แฟชั่นของตัวเองให้แข็งแกร่งจนเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการนำแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากทั่วโลกเข้ามาทำตลาด ทำให้มีการเติบโตค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนการปรับตัวที่น่าสนใจอีกรายก็คือบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL บริษัทในเครือสหพัฒน์ฯ และเครือบีทีเอส กรุ๊ปฯ ที่มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ขายหุ้นทั้งหมดในธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ TNL ถือในบริษัทย่อย “ทีเอ็นแอลเอ็กซ์” ให้ “ไอ.ซี.ซี.” และอีก 3 บริษัทในเครือสหพัฒน์ พร้อมเบนเข็มรุกธุรกิจด้านการเงิน “New Engines” เต็มกำลัง มุ่งสร้าง Synergy ภายในกลุ่มบริษัทและกระจายความเสี่ยง พร้อมผลักดันการเติบโตทั้งด้านรายได้-กำไรสุทธิระยะยาว
กิตติชัย ตรีรัชตพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL เปิดเผยว่า TNL จะจำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดที่ถือในบริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด หรือ TNLX (บริษัทย่อยที่ TNL ถือหุ้น 100%) ให้กับผู้ซื้อจำนวน 4 ราย โดยมีบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ICC ซึ่งเป็นคู่ค้ากับ TNLX อยู่เดิม กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในสัดส่วน 70% ขณะที่ผู้ซื้อที่เหลืออีก 3 ราย เป็นบริษัทภายในเครือสหพัฒน์ ประกอบด้วย บริษัท ไอ.ดี.เอฟ. จำกัด บริษัท บีเอสซี โซอิน จำกัด และบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยจะเป็นพันธมิตรที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างเครือข่ายพันธมิตรให้กับ TNLX ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 และกระบวนการซื้อขายทั้งหมด และดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2567
TNL ได้มีการเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 โดยมองหาแนวทางในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงมีการปรับโครงสร้างองค์กร และเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ และหันมาการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เป็น New Engines มาเสริมทัพธุรกิจเดิมทำให้โครงสร้างธุรกิจของบริษัทเติบโตจากการเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
เดิมที โครงสร้างธุรกิจของธนูลักษณ์ จะเป็นการประกอบธุรกิจใน 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่เดิม และเสริมทัพด้วยธุรกิจใหม่ซึ่งได้แก่ 2. ธุรกิจให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่มีหลัก ประกัน (Asset Financing) 3. ธุรกิจการเงินประเภทธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) และ 4. ธุรกิจการลงทุนในบริษัทร่วมทุนเพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Real Estate for Sale)

การกระโจนเข้าสูธุรกิจใหม่ๆ ทำให้ตลอดปี 2566 TNL ได้เดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจใหม่โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงิน ทั้งธุรกิจ Asset Financing และธุรกิจ AMC อย่างเต็มที่ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจแต่สามารถสร้างการเติบโตที่ดี โดยในปี 2566 มีกำไรจากธุรกิจการเงินกว่า 320 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 55% ของกำไรทั้ง หมด รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการลงทุนในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ขณะที่บริษัทในเครืออย่าง TNLX ประกอบธุรกิจธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีประสบการณ์ยาวนานเกือบ 50 ปี โดยเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องหนังสำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ภายใต้เครื่องหมายการค้าสากลที่ TNLX ได้รับลิขสิทธิ์ อาทิ ARROW, Guy Laroche, DAKS, ELLE, Absorba เป็นต้น รวมถึงเครื่องหมายการค้าของ TNLX เอง อาทิ Era-won เป็นต้น เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงเป็นผู้ผลิตสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องหนังเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าต่างประเทศ โดยที่ลูกค้าในประเทศรายสำคัญของ TNLX คือ ICC
กิตติชัย บอกถึงเหตุผลในการจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน TNLX ของบริษัทในครั้งนั้นให้กับ ICC ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าของธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่มที่สำคัญของบริษัทมายาวนาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทั้ง 2 ฝ่าย โดยบริษัทจะได้รับเงินสดจากธุรกรรมในครั้งนี้จำนวน 670 ล้านบาท และจะนำเงินดังกล่าวมาลงทุนในธุรกิจการเงิน Asset Financing และ Secured AMC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจ Secured AMC ซึ่งคาดว่าจะมี Supply จากธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อย NPLs มาขายในตลาดไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโอกาสที่สำคัญของบริษัทในการเข้าซื้อ NPLs ที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความเติบโต
มากกว่านั้น ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการจำหน่ายหุ้นในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทมีโครงสร้างธุรกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งแง่ของการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นที่ธุรกิจการเงินและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะส่งเสริมกัน
สิ่งที่น่าสนใจในการปรับโครงสร้างทางธุรกิจของธนูลักษณ์ก็คือเป็นการผลักดันตัวเองเข้าสู่การทำธุรกิจในน่านน้ำใหม่ๆ ที่มีโอกาสในการสร้างการเติบโตได้ดีกว่าธุรกิจเดิมนั่นคือสิ่งทอ ซึ่งรูปธรรมที่สะท้อนออกมาถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
เพราะหากมองเข้ามาที่ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2567 นี้แล้วจะพบว่า มีตัวเลขการเติบโตออกมาค่อน ข้างดี โดย กิตติชัยพูดถึงผลประกอบการที่มีออกมาว่า มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 659 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 6 โดยหากพิจารณาเฉพาะ 3 ธุรกิจใหม่ของบริษัทพบว่า มีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ส่งผลให้ไตรมาส 1 มีผลกำไรสุทธิ 123 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 16 และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“การเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ที่ผ่านมานั้น เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จจากการบูรณาการของ New Growth Engines หลังจากที่บริษัทได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยรุกเข้ามาทำธุรกิจสินเชื่อที่มีหลัก ประกัน และธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ รวมทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนกำไรและรายได้ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

กิตติชัย บอกถึงเหตุผลในการจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน TNLX ของบริษัทในครั้งนั้นให้กับ ICC ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าของธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่มที่สำคัญของบริษัทมายาวนาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทั้ง 2 ฝ่าย โดยบริษัทจะได้รับเงินสดจากธุรกรรมในครั้งนี้จำนวน 670 ล้านบาท และจะนำเงินดังกล่าวมาลงทุนในธุรกิจการเงิน Asset Financing และ Secured AMC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจ Secured AMC ซึ่งคาดว่าจะมี Supply จากธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อย NPLs มาขายในตลาดไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโอกาสที่สำคัญของบริษัทในการเข้าซื้อ NPLs ที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความเติบโต
มากกว่านั้น ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการจำหน่ายหุ้นในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทมีโครงสร้างธุรกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งแง่ของการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นที่ธุรกิจการเงินและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะส่งเสริมกัน
สิ่งที่น่าสนใจในการปรับโครงสร้างทางธุรกิจของธนูลักษณ์ก็คือเป็นการผลักดันตัวเองเข้าสู่การทำธุรกิจในน่านน้ำใหม่ๆ ที่มีโอกาสในการสร้างการเติบโตได้ดีกว่าธุรกิจเดิมนั่นคือสิ่งทอ ซึ่งรูปธรรมที่สะท้อนออกมาถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
เพราะหากมองเข้ามาที่ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2567 นี้แล้วจะพบว่า มีตัวเลขการเติบโตออกมาค่อน ข้างดี โดย กิตติชัยพูดถึงผลประกอบการที่มีออกมาว่า มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 659 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 6 โดยหากพิจารณาเฉพาะ 3 ธุรกิจใหม่ของบริษัทพบว่า มีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ส่งผลให้ไตรมาส 1 มีผลกำไรสุทธิ 123 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 16 และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“การเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ที่ผ่านมานั้น เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จจากการบูรณาการของ New Growth Engines หลังจากที่บริษัทได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยรุกเข้ามาทำธุรกิจสินเชื่อที่มีหลัก ประกัน และธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ รวมทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนกำไรและรายได้ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”