ทุก 4 ปีที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เรามักจะได้ยินสิ่งที่เรียกว่า “เงินอัดฉีด” สำหรับนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นเหรียญทอง เหรียญเงิน หรือเหรียญทองแดง ซึ่งจะได้จากทั้งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรง โดยในประเทศไทยก็คือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ รวมถึงจากเอกชนเพิ่มเข้ามาอีก
สำหรับเงินอัดฉีดของนักกีฬาไทยที่จะได้แน่ๆ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติหากได้เหรียญรางวัลติดมือกลับมา จะมีระบบการให้เงินอัดฉีดเป็น 2 แบบคือ
แบบที่ 1 แบ่งจ่ายเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจ่ายเป็นก้อน 50% ส่วนอีก 50% แบ่งจ่ายเป็นรายเดือนภายในระยะเวลา 5 ปี นั่นคือ
คนที่คว้าเหรียญทองจะได้ 12 ล้านบาท แบ่งจ่ายเป็นเงินสด 50% และ อีก 50% จ่ายรายเดือน 5 ปี
ส่วนเหรียญเงิน 7.6 ล้าน แบ่งจ่าย เงินสด 50% และ อีก 50% จ่ายรายเดือน 5 ปี
เหรียญทองแดง 4.8 ล้านบาท แบ่งจ่าย เงินสด 50% และ อีก 50% จ่ายรายเดือน 5 ปี
ส่วนแบบที่ 2 คือจ่ายเป็นก้อนทั้งหมดครั้งเดียว แต่จำนวนเงินรางวัลที่นักกีฬาจะได้นั้นจะลดลง คือเหรียญทองจะเหลือเพียง 10 ล้านบาท เหรียญเงิน 6 ล้านบาท และเหรียญทองแดง 4 ล้านบาท
ว่าแต่ประเทศอื่นๆ เขามีเงินอัดฉีดกันไหม แล้วประเทศไหนให้มากที่สุด?
โดยปกติแล้วจะไม่มีการให้เงินรางวัลแก่นักกีฬาที่ได้เหรียญรางวัลโอลิมปิก และในปีนี้คณะกรรมการโอลิมปิกสากลก็ประกาศมาแล้วว่าไม่มีเงินรางวัลให้เช่นเดิม แต่ World Athletics ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกีฬากรีฑาทั้งประเทศลู่และลานระดับนานาชาติประกาศว่าจะมอบรางวัล 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่นักกีฬาที่สามารถคว้าเหรียญในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่ปารีสนี้ได้ ซึ่งหากเป็นทีมเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะถูกแบ่งหารตามจำนวนนักกีฬาในประเภททีมนั้นๆ
นอกจากเงินอัดฉีดจาก World Athletics แล้ว แต่ละประเทศก็จะมีการให้เงินอัดฉีดเหมือนที่ประเทศไทยเช่นกัน ที่ผ่านมาจะพบว่าประเทศที่ให้เงินอัดฉีดนักกีฬาในแบบใจป้ำสุดๆ ก็คือ ซาอุดิอาระเบีย ในการแข่งขันโอลิมปิกโตเกียว 2021 นักกีฬาคาราเต้ของซาอุดิอาระเบีย Tareg Hamedi ได้เหรียญเงินกลับบ้าน แต่ได้เงินอัดฉีดสูงถึง 5 ล้านริยาล หรือประมาณ 1.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือในกรณีของนักกีฬาจีน Yi Siling won ที่ได้เหรียญทองกีฬายิงปินจากโอลิมปิกที่ลอนดอน 2012 ก็ได้เงินรางวัลไป 7.65 ล้านหยวน (ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมรถอีก 1 คัน ราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับในโอลิมปิกครั้งนี้ พบว่าฮ่องกง จะให้เงินรางวัลนักกีฬาที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกเป็นเงินสูงถึง 6 ล้านเหรียญฮ่องกง (หรือประมาณ 750,000 เหรียญสหรัฐ) สิงคโปร์จะมอบเงินอีดฉีด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับเหรียญทอง ประเภทบุคคล แต่หากเป็นประเภทคู่จะเป็น 1.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และประเภททีมเป็น 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ถ้าเป็นเหรียญเงินจะเหลือ 50% และเหรียญทองแดงจะเหลือ 25%
ส่วนไต้หวัน เหรียญทองโอลิมปิกจะได้รับเงิน 20 ล้านเหรียญไต้หวัน (ประมาณ 600,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และเงินเดือนรายเดือนตลอดชีวิต 125,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน (ประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนอินเดียก็จะได้สองทางคือ จากรัฐบาลอินเดีย หากได้เหรียญทองโอลิมปิกจะได้ 7.5 ล้านรูปี (ประมาณ 90,000 ดอลลาร์) และจากสมาคมโอลิมปิกอินเดียอีก 10 ล้านรูปี (ประมาณ 120,000 ดอลลาร์)
หรือประเทศเจ้าเหรียญทองอย่างสหรัฐอเมริกา หากเป็นเหรียญทองจะได้ 37,500 ดอลลาร์ เงินจะได้ 22,500 ดอลลาร์และเหรียญทองแดง 15,000 ดอลลาร์ และอาจจะได้จากสมาคมกีฬาประเภทนั้นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย
ในขณะที่ก็มีบางประเทศที่ที่ไม่มีการตั้งเงินรางวัลสำหรับนักกีฬาที่ได้เหรียญโอลิมปิกเลย อย่าง สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ และสวีเดน ซึ่งพอไม่ได้มีแรงจูงใจเป็นเงินรางวัลแบบนี้ นักกีฬาบ้านเขาจะมีแรงฮึดกันแค่ไหน ก็ต้องรอติดตามกันในการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้
อ้างอิง https://time.com/6996826/olympic-gold-medal-prize-money-countries-sports-federations/ https://www.forbes.com/sites/antoniopequenoiv/2024/04/19/medals-and-cash-what-to-know-about-olympian-prize-money-for-paris-olympics/ https://worldathletics.org/news/news/key-information-athletics-paris-2024-olympic-games