วงการธุรกิจร้านอาหารสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ 3 บริษัทฯ ธุรกิจร้านอาหาร รวมตัวเปิดบริษัท เอฟเอบี ฟู้ดโฮดิ้ง จำกัด หรือ “FAB” ซึ่งเป็นตัวย่อที่มาจากการผนึกกำลังระหว่าง “F” FOOD FACTORS บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด, “A” AQUA บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ “B” BEER ใบหยก เชื่อมธุรกิจอาหารคุณภาพ 8 แบรนด์ดังให้เติบโตสร้างสีสันให้ตลาด
คุณภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบุญรอดฯ ในฐานะผู้ผลิตที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มคู่ไทยมานานกว่า 90 ปี ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นกับคำว่า “คุณภาพ” ต้องดีที่สุดเท่านั้น
เพื่อส่งมอบสินค้าคุณภาพให้แก่ผู้บริโภค บริษัทฯมองเห็นโอกาสในการพัฒนายกระดับสินค้าและบริการในกลุ่มร้านอาหารอย่าง ร้านซานตาเฟ่, ร้านซานตาเฟ่ อีซี่ และร้านเหม็ง แซ็ปนัว ภายใต้บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ให้ดียิ่งกว่าเดิม จึงร่วมมือกับบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และคุณปิยะเลิศ ใบหยก หรือเบียร์ ใบหยก โดยนำความถนัดและจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาผนึกกำลังกัน เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการ รวมถึงประสบการณ์ที่ดี ให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด

“กลุ่มบุญรอดฯ ทำธุรกิจโดยนึกถึงลูกค้าเป็นที่ตั้ง เราจึงทำทุกวิถีทางเพื่อส่งต่อสินค้าคุณภาพไปถึงมือลูกค้า ซึ่งต้องยอมรับว่าในส่วนของธุรกิจอาหารมีการแข่งขันกันมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นการจะยกระดับธุรกิจไปอีกขั้นหนึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากยังทำธุรกิจในแบบเดิมๆ เราจึงตัดสินใจเดินหน้าด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ โดยอาศัยจุดแข็งของทั้ง 3 บริษัทฯ เพื่อให้เกิด Synergy ร่วมกัน นั่นเป็นที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้”
โดยมีสัดส่วนการร่วมทุน AQUA 51%, Food Factors 40% และคุณเบียร์ ใบหยก 9% ซึ่งหากลงลึกถึงจุดแข็งของบริษัทฯ ทั้ง 3 ก็จะพบว่า Food Factors มีเครือข่ายร้านอาหารดัง 3 แบรนด์หลักที่ให้บริการมายาวนานจนได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ล้วนเป็นแบรนด์มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเฉพาะ โดยมีความเชี่ยวชาญอาหารตะวันตกอย่างสเต๊กภายใต้แบรนด์ซานตาเฟ่และซานตาเฟ่ อีซี่ ซึ่งมีฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิกกว่า 30,000 ราย และอาหารอีสาน เหม็ง แซ็ปนัว ซึ่งมีตลาดที่ชัดเจนอยู่แล้ว โดยทั้ง 2 แบรนด์มีสาขารวมกันมากถึง 142 สาขา
ในขณะที่ AQUA ภายใต้การบริหารของ คุณฉาย บุนนาค รักษาการประธานกรรมการบริหาร บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็น Investment Company บริหารการลงทุนที่มีความหลากหลาย ทั้งธุรกิจนวัตกรรมด้านการเงิน (Fintech) ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ฯลฯ รวมทั้งธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีแบรนด์ดังอย่าง ราเมงเดส (Ramen Desu)
ส่วนคุณเบียร์ ใบหยก เป็นคนที่มี Passion ในธุรกิจร้านอาหาร และมีประสบการณ์ในแวดวงนี้มานานกว่า 25 ปี และยังเป็นเจ้าของแบรนด์ดังอย่างร้านส้มตำเจ๊แดง สามย่าน, ร้านเซไค โนะ ยามะจัง, ร้านอุชิดายะ ราเมน และร้านอิคโคฉะ ราเมน จึงได้รับความไว้วางใจให้มานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟเอบี ฟู้ดโฮดิ้ง จำกัด หรือ FAB
นั่นทำให้ปัจจุบัน FAB มีร้านอาหารดังอยู่ในมือทั้งหมด 8 แบรนด์ รวม 204 สาขา แบ่งเป็นกลุ่มบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ร้านซานตาเฟ่, ร้านซานตาเฟ่ อีซี่ และร้านเหม็ง แซ็ปนัว รวม 142 สาขา , กลุ่มบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร้านราเมงเดส 5 สาขา และกลุ่มเบียร์ ใบหยกและบีเอ็นเอฟ โฮลดิ้ง 4 แบรนด์ คือ ร้านส้มตำเจ๊แดง สามย่าน, ร้านเซไค โนะ ยามะจัง, ร้านอุชิดายะ ราเมน และร้านอิคโคฉะ ราเมน อีก 57สาขา ซึ่งทั้งหมดนี้มียอดขายรวมกัน 1,700 ล้านบาท
แน่นอนว่าด้วยสเกลสาขาที่มากขนาดนี้ย่อมสร้างความได้เปรียบหลายข้อด้วยกัน อย่างแรกคือการลดต้นทุน จากสั่งซื้อวัตถุดิบจากการที่มี Economy of scale ซึ่งในข้อนี้คุณเบียร์ ใบหยก กล่าวว่าจะลดต้นทุนได้ในทันที 2% ทั้งยังสามารถใช้ครัวกลางร่วมกัน รวมถึงลดการทำงานซ้ำซ้อนของการบริหารจัดการภายในองค์กร
และด้วยจำนวนแบรนด์ที่มากถึง 8 แบรนด์ยังเอื้อให้เกิดการขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น ผ่านการทำลอยัลตี้โปรแกรม และ Collaboration ซึ่งเบื้องต้นมีแผนจะ Collab กันระหว่างแบรนด์ส้มตำเจ๊แดง สามย่าน และเหม็ง แซ็ปนัว
คุณเบียร์ ใบหยก ในฐานะซีอีโอ FAB กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของ FAB จะเน้นที่กลุ่ม Young generation ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลมากที่สุดในตลาดปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็คงรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ด้วย ดังนั้นการทำตลาดก็จะเน้นการใช้ไอเดียใหม่ๆ เพื่อรองรับพฤติกรรมการกินของคนยุคนี้ที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นๆ นอกจากรสชาติความอร่อย
“สิ่งที่ทุกคนจะได้เห็นจากนี้คือ เราจะรีเฟรชแต่ละแบรนด์ให้มีความสดใส ส่วนการขยายสาขานั้นเบื้องต้นจะเริ่มจากซานตาเฟ่ เพราะเป็นแบรนด์ที่ Strong และมีจำนวนสาขามากที่สุดจะทำให้เกิด Impact ในตลาดอย่างเห็นได้ชัด ตามด้วยส้มตำเจ๊แดง สามย่าน ซึ่งจะมุ่งเน้นขยายไปในทำเลต่างจังหวัดเป็นหลัก เพราะก่อนหน้านี้อยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น คาดว่าจะเพิ่มเป็น 250 สาขาภายในปีหน้า ส่วนภายในปีนี้จะพัฒนาแบรนด์ใหม่ประเภทร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นเพิ่มเติมเข้าไปในพอร์ตโฟลิโอ ทำให้ FAB จะมีกลุ่มอาหาร 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสเต๊ก กลุ่มอาหารไทย กลุ่มราเมง กลุ่มอิซากายะ และกลุ่มปิ้งย่าง และในต้นปีหน้าจะทำ Hub แบรนด์ร้านอาหารทั้งหมดในเครือย่านเหม๋งจ่ายซึ่งจะเป็นแฟลกชิพสโตร์ของ FAB” คุณเบียร์ ใบหยก กล่าว
สุดท้ายนี้คุณภูริต มั่นใจว่าธุรกิจร้านอาหารยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากสอดรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชื่นชอบการรับประทานอาหารนอกบ้านในร้านอาหารที่มีความหลากหลาย และการรวมตัวกันของ FAB ในครั้งนี้ ตอกย้ำภาพ “รวมกันมันส์กว่า” ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอะไรใหม่ๆ ให้พัฒนาได้อีกเยอะ ทั้งจาก 3 บริษัทฯ และยังเปิดรับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ เพื่อมาเติมเต็ม สร้างสีสันให้ FAB แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด
