ในปี 2566 สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ได้รายงานมูลค่าการนำเข้าอาหารทะเลนอร์เวย์มายังไทยอยู่ที่ 9,500 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 103% เมื่อเทียบกับปี 2563) และในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2567 มีมูลค่าการนำเข้าอาหารทะเลนอร์เวย์มายังไทยที่ 4,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ความน่าสนใจของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่แค่การสร้างตัวเลขการเติบโตของสินค้าในกลุ่มอาหารทะเลของนอร์เวย์ในบ้านเราเท่านั้น แต่ยังน่าจะอยู่ที่การเดินหน้าทำตลาด รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ของสินค้าที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Commodity Product ให้มีความแตกต่าง จนกลายเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี
อาหารทะเลนอร์เวย์ อยู่ภายใต้การทำตลาดของสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ที่เปรียบไปแล้วเป็นเสมือนคนทำหน้าที่ในการเป็นโปรโมเตอร์ เพื่อทำให้สินค้าจากนอร์เวย์เป็นที่รู้จักของทั่วโลก รวมถึงบ้านเรา โดย “สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์” (Norwegian Seafood Council : NSC) เป็นบริษัทมหาชน ภายใต้กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการประมง โดยสภาฯ นี้มีสำนักงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น สวีเดน, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สเปน, โปรตุเกส, อิตาลี, บราซิล, ญี่ปุ่น, ไทย, จีน และสหรัฐอเมริกาจัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าทรัพยากรอาหารทะเลของนอร์เวย์ มุ่งเน้นใน 3 ด้านหลัก คือ

1.ด้านการตลาด ทำหน้าที่ในการช่วยเพิ่ม Demand ทั้งในตลาดปัจจุบัน และตลาดใหม่, พัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของนอร์เวย์, เพิ่มการรับรู้และความชื่นชอบในสินค้า
2.ด้านการซัพพอร์ตกับผู้ผลิตต้นทาง จะทำหน้าที่ให้การสนับสนุนข้อมูลการตลาดเชิงลึก (Market Insight) แก่ผู้ส่งออกอาหารทะเลนอร์เวย์ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด
3.ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแบรนด์ จะทำหน้าที่ในการสื่อสารการตลาด และบริหารจัดการความเสี่ยงทางตลาดที่จะเกิดขึ้น
ในเรื่องของการทำตลาด รวมถึงการสร้างแบรนด์นั้นจะเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับเรื่องของการตอกย้ำถึงคุณภาพสินค้าและแหล่งที่มา เพื่อทำให้ผู้บริโภครับรู้ จนนำไปสู่การ Remind ได้เสมอเมื่อนึกถึงอาหารทะเล โดยเฉพาะ “ปลาแซลมอน” ให้นึกถึงนอร์เวย์ คือการสร้างเครื่องหมายการค้า “Seafood from Norway” หรืออาหารทะเลจากนอร์เวย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของแหล่งที่มาและคุณภาพของอาหารทะเลนอร์เวย์
โดยจะเน้นให้ความสำคัญในกับการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นร้านค้าที่เริ่มจากเชนโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแม็คโคร โลตัส หรือบิ๊กซี ก่อนที่จะขยายความร่วมมือในการทำกิจกรรมทางการตลาดไปยังกลุ่มร้านอาหาร โดยจะมีการออกแคมเปญการตลาดเพื่อสื่อสารแบรนด์ถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้พรีเซ็นเตอร์ชื่อดังทั้งระดับโลกและชาวไทย

ล่าสุด มีการเปิดตัวแคมเปญใหม่ “Norwegian Thai Taste วัตถุดิบอันล้ำค่า...สู่อาหารไทย 4 ภาค” เพื่อขยายตลาดและความร่วมมือกับร้านอาหารท้องถิ่น และร้านค้าพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ ผ่านการผสมผสานอาหารทะเลนอร์เวย์มาสู่มื้ออาหารไทยท้องถิ่น โดยแคมเปญดังกล่าวได้เปิดตัวในกรุงเทพฯ และทำการเดินสายประชาสัมพันธ์ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนสิงหาคม พร้อมกับ ญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์ ที่กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ Seafood from Norway ประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมจากการเปิดตัวแคมเปญ “The Story from the North” ในปี 2565
คุณโอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า แคมเปญใหม่ที่เปิดจะเป็นการสร้างความตื่นเต้นให้กับ แบรนด์อาหารทะเลนอร์เวย์อีกครั้ง โดยในครั้งนี้จะมีการใช้ความหลากหลายของอาหารไทยอันยอดเยี่ยมจาก 4 ภูมิภาค ทั้ง ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยใช้วัตถุดิบอาหารทะเลนอร์เวย์คุณภาพสูงของนอร์เวน์ ภายใต้แคมเปญ “Norwegian Thai Taste วัตถุดิบอันล้ำค่า...สู่อาหารไทย 4 ภาค” และยินดีต้อนรับ ญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์ กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ Seafood from Norway ประเทศไทยอีกครั้ง
ที่น่าสนใจก็คือแคมเปญนี้ได้มีการร่วมมือกับร้านอาหารท้องถิ่นและร้านค้าพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับอาหารทะเลจากนอร์เวย์ในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งในแคมเปญนี้ จะเป็นการลงในรายละเอียดของการนำตัวสินค้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหารชื่อดัง เพื่อสร้าง Inspiration ในเรื่องของการสร้างสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆ โดยมีวัตถุดิบที่เป็นอาหารทะเลนอร์เวย์
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นการทำแคมเปญที่คาดหวังว่าจะสามารถดึงดูดพันธมิตรรายใหม่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหารให้เข้ามาใช้สินค้า โดยจะมีการรังสรรค์เมนูพิเศษกับร้านค้าท้องถิ่น 3 ร้านหลัก ได้แก่ ร้านหวานละมุน จังหวัดเชียงใหม่ ร้านตู้กับข้าว จังหวัดภูเก็ต และร้านเฮือนคำนาง จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

หลังจากที่ก่อนหน้านั้นก็มีการจับมืออย่างเหนียวแน่นกับพันธมิตรที่เป็นเชนโมเดิร์นเทรดชื่อดังเพื่อทำกิจกรรมการตลาดร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้จะมีการโปรโมชั่นในร้านค้าพาร์ทเนอร์ ทั้งในแม็คโคร ท็อปส์ บิ๊กซี โลตัส ฟู้ดแลนด์ และธรรมชาติซีฟู้ด ทั่วประเทศ ตลอดช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2567
ส่วนการเลือกสื่อในการสื่อสารแคมเปญนั้น จะมีการโปรโมทผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ผ่านคลิปวิดีโอออนไลน์บนยูทูป เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ติ๊กต๊อก สื่อโฆษณานอกบ้าน
“อาหารทะเลนอร์เวย์ เช่น แซลมอน นอร์วีเจียนซาบะ และฟยอร์ดเทราต์ มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ นำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย และยังมีจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาด เนื่องจากได้รับการเพาะเลี้ยง และจับจากน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของประเทศนอร์เวย์ ทำให้ปลามีสภาพความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์ สามารถเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้การทำการประมงในนอร์เวย์ยังให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนเป็นอย่างมาก นี่เป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่นชาวไทยในห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจอาหารที่จะได้รับประโยชน์จากการผสมผสานอาหารทะเลนอร์เวย์เข้ากับเมนูอาหารไทย”
ทั้งหมดนั้น เป็นตัวช่วยร้อยเรียงให้อาหารทะเลนอร์เวย์ ก้ามข้ามจากแค่การเป็น Commodity Product มาสู่แบรนด์อาหารทะเลที่คนไทยรู้จักได้ดี....