ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา หลังจากที่เกีย คอร์ปอเรชัน ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยวางเป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็น “แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน” (Sustainable Mobility Solutions Provider) ภายใต้แผนระยะยาว Plan S ซึ่งการปรับเปลี่ยนมุ่งเน้นไปที่ 2 เรื่องหลัก คือการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านปรัชญาการออกแบบ “Opposites United” ที่นำแนวคิดของสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามกันมาผสมผสานเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับเกีย จนเกิดเป็นผลงานการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร ส่งผลให้เกียโดดเด่นและแตกต่าง พร้อมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาด ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ประเดิมด้วย The Kia EV9 และอีกหลากหลายรุ่นออกสู่ตลาดทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรถไฟฟ้า 40% ภายในปี 2030
เมื่อเป้าหมายดังกล่าวถูกส่งต่อมา เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ไม่รอช้าที่จะประกาศ Big Change ผ่าน Plan S-5 เช่นกัน เพื่อยกระดับการรับรู้ของแบรนด์ออกไปในวงกว้าง พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า 50% ของยอดขายรวมภายในปี 2028 เป็น Top 5 ของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
ฌ็อง - ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวถึง Big Change ครั้งนี้ว่าเป็นการต่อยอดแบรนด์เกียที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคย จากแบรนด์ที่มีรถ MPV รุ่น The Kia Carnival 7 และ 11 ที่นั่ง ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเกียในฐานะรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ จนเกิดฐานลูกค้าที่มีแบรนด์ลอยัลตี สู่การเป็นแบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จึงนำโมเดลรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง เพื่อขยายไปยังกลุ่มลูกค้ามิลเลนเนียล และครอบครัวคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เริ่มจากการจัดงานเปิดตัวแบรนด์ที่เปิดให้ทุกคนได้รู้จักกับเกียมากขึ้น และสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเรือธงอย่าง The Kia EV9 รถเอสยูวีขนาดใหญ่ 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ตามด้วย The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลางไฟฟ้า 100% ที่ถูกวางให้เป็น Game Changer ที่เข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนและการเติบโตในด้านยอดขายให้กับแบรนด์เกีย ด้วยดีไซน์ สมรรถนะ และฟีเจอร์การใช้งานที่โดดเด่นเรื่องความอเนกประสงค์ และมีระยะทางขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าตามมาตรฐาน NEDC ได้ไกลมากถึง 665 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ในรุ่น Earth Long Range) และนอกจากการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่แล้ว ยังเดินหน้าจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น กิจกรรม Kia EV Playground และ Kia eXperience Roadshow จนถึงการเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 จนได้รับการตอบรับที่ดีสะท้อนจากยอดจองของ The Kia EV5 ที่มากกว่า 1,500 คัน

“ปีนี้ผู้ประกอบการทั่วโลกต่างเผชิญกับความท้าทายเดียวกัน นั่นคือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สำหรับตลาดรวมรถยนต์ประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่าลดลงเหลือ 650,000 คัน สาเหตุหลักมาจากเรื่องสินเชื่อและความมั่นใจในการจับจ่ายลดลง แต่ปรากฏการณ์การเปิดตัวรถ EV จากค่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นว่ารถ EV ยังมีโมเมนตั้ม และเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เชื่อมั่นว่าจะสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างดีในปีนี้”
เพื่อเป็นการกระตุ้นการรับรู้และทำให้ทุกคนเข้าใจถึงค่านิยมหลักขององค์กร จึงเป็นที่มาของแคมเปญใหม่ “ไม่กล้า ไม่เกิด - Make A Bold Move” โดยดึงศิลปินหนุ่มมากความสามารถ “เจฟ ซาเตอร์” มาร่วมงานในฐานะพรีเซนเตอร์ของ The Kia EV5

‘ไม่กล้า ไม่เกิด - Make A Bold Move’ คำสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความหมาย นอกจากสะท้อนค่านิยมองค์กรของเกียที่ยึดมั่นความกล้าที่จะหลุดออกจากกรอบเดิมๆ ในการทำงานทุกวันแล้ว ยังสะท้อนตัวตนของเจฟ ซาเตอร์ ที่กว่าจะมายืนในจุดนี้ได้ ล้วนเกิดจากความกล้าที่จะเปลี่ยนกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด เจฟจึงเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดในการสื่อสารแนวคิดของแคมเปญไปสู่คนรุ่นใหม่ผ่านบทเพลงพิเศษ “ไม่กล้า ไม่เกิด” ซึ่งเกียก็ได้ให้อิสระแก่เจฟในการทำเพลงนี้อย่างเต็มที่ เพื่อจุดประกายความ ‘กล้า’ ให้ทุกคนที่ได้ฟังให้ลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสิ่งที่อยากจะเป็น สำหรับบทเพลง “ไม่กล้า ไม่เกิด” ที่เจฟมีส่วนร่วมในการเรียบเรียงเนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเอง สามาถรับฟังเพลงเต็มและชมเบื้องหลังการถ่ายทำหนังโฆษณาได้ผ่านช่องทางยูทูป
https://www.youtube.com/@kia.thailand และโซเชียลมีเดียทางการของเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ทุกช่องทาง

“เจฟ ซาเตอร์” ในฐานะพรีเซนเตอร์ The Kia EV5 ให้นิยามคำว่า “ไม่กล้า ไม่เกิด” (Make A Bold Move) ในมุมมองตัวเองว่า ความกลัวหรือไม่แน่ใจว่าทำสิ่งนี้ลงไปแล้วจะเป็นอย่างไร หรือในอนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ถ้าหากเอาชนะความกลัวและทำสิ่งๆ นั้นได้ถือเป็นความกล้า เหมือนครั้งหนึ่งที่เขากล้าที่จะขายเปียโนตัวเอง เพื่อเอาเงินมาทำสตูดิโอ ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าจะรอดไหม หรือจะเป็นยังไงต่อไปในอนาคต แต่สุดท้ายถ้าไม่กล้าก็ไม่เกิดเหมือนทุกวันนี้
นอกจากเจฟจะทำหน้าที่ Emotional Connection เชื่อมโยงบทเพลงไม่กล้าไม่เกิด (Make A Bold Move)เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวข้ามความกลัว แล้วกล้าลุกออกมาทำอะไรสักอย่างแล้ว ยังมีโอกาสได้สัมผัสกับประสบการณ์ใช้งานจริงของ The Kia EV5
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานกับเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในฐานะพรีเซนเตอร์ของ The Kia EV5 หลังจากที่ได้รู้จักแบรนด์เกียมากขึ้น และได้สัมผัสกับ The Kia EV5 ได้เห็นฟังก์ชันที่เจ๋งๆ หลายๆ อย่าง ทำให้รู้สึกว่าการมีรถคันหนึ่งมันสนุกขนาดนี้เลยหรือ นอกจากจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว The Kia EV5 ตอบโจทย์ผมในทุกมุม เช่น จุดชาร์จที่มีอยู่เกือบทุกบริเวณในตัวรถ ความกว้างของรถที่ไม่ทำให้รู้สึกเข้าไปแล้วอึดอัด และยังมีฟังก์ชันอื่นๆ ที่คิดไม่ถึงอีกหลายอย่าง ยกตัวอย่าง กล่องทำความเย็นและอุ่นร้อนที่คอนโซลกลางที่สามารถใช้อุ่นอาหารและแช่เย็นเครื่องดื่มได้ หรือเบาะที่สามารถปรับลงเป็นที่นอนได้ ที่สำคัญที่สุดคือเป็นรถที่เงียบมาก ทำให้ทุกครั้งที่ได้ขับรถคันนี้รู้สึกสงบ ประทับใจมากครับ

สุดท้ายนี้ ฌ็อง-ดาวิด คริสติญอง อาเรล เชื่อว่า “ไม่กล้า ไม่เกิด - Make A Bold Move” จะช่วยตอกย้ำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ผ่านการใช้สื่อที่ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดหลักของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อ D-OOH สื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเน้นสื่อสารผ่าน KOLS ที่หลากหลาย รวมไปถึงการยิงโฆษณาบนซูเปอร์แอปที่อยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย อย่าง LINE และ Grab เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด ตลอดจนการจัดกิจกรรมพิเศษตลอดทั้งครึ่งปีหลัง 2567 นี้ อาทิ การจัดกิจกรรม Bold Garage Exhibition ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28 สิงหาคม – 11 กันยายน 2567 และคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนๆ ของเจฟและลูกค้า The Kia EV5 ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 ให้ลูกค้ารับรู้ถึง Key Moment ของ Make A Bold Move โดยสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆของแคมเปญตลอดครึ่งปีหลัง ได้ที่
www.the-kia-ev5.com”นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะนับจากนี้ไปยังมีอะไรใหม่ๆ จากเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ให้ทุกคนตั้งตารอ และพร้อมที่จะกล้าเปลี่ยนแปลง Make A Bold Move ไปด้วยกัน