ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 ที่จะถึงนี้ จะเป็นครั้งแรกที่มีประเทศเจ้าภาพถึง 3 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก โดยจะมีพิธีเปิดที่เม็กซิโก ส่วนการแข่งขันรอบต่างๆ จะกระจายไปที่สหรัฐฯ และแคนาดา ส่วนในปี 2030 ก็จะมีเจ้าภาพ 3 ประเทศเช่นกัน ได้แก่ สเปน โปรตุเกส โมร็อกโค ซึ่งการแข่งขันต่างๆ จะขยายไปจัดใน อุรุกวัย ปารากวัย และอาร์เจนตินา เรียกได้ว่าในปี 2030 เราจะได้รับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกในถึง 6 ประเทศด้วยกัน ซึ่งการตัดสินใจอย่างนี้ของฟีฟ่า เกิดขึ้นจากความตั้งใจจะกระจายโอกาสให้ผู้ชมได้เอนจอยการแข่งขันในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องไปกระจุกอยู่ในประเทศเดียวอย่างที่เคยเป็น
แต่ดูเหมือนว่าฟุตบอลโลกในปี 2034 ก็อาจจะกลับมามีเจ้าภาพเพียง 1 ประเทศเหมือนเดิม (?) และหนึ่งเดียวคนนั้นก็คือซาอุดิอาระเบีย ที่ตอนนี้เขาก็ประกาศว่าได้เริ่มเตรียมการสำหรับงานใหญ่นี้แล้ว
หลังจากที่ฟีฟ่าได้เปิดให้ประเทศต่างๆ เสนอตัวเป็นเจ้าภาพไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2023 มาถึงตอนนี้ ก็ยังมีเพียงประเทศเดียวที่เสนอตัวรับหน้าที่ก็คือ ซาอุดิอาระเบีย ประเทศเจ้าโปรเจกต์ใหญ่ยักษ์ที่ทำให้โลกรอดูอยู่ตลอดๆ จนมีการคาดการณ์ว่าท้ายที่สุดก็อาจจะเป็นซาอุดิอาระเบียนี่แหละ ที่จะได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2034 แม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านในเรื่องสิทธิมนุษยชนเนื่องจากเป็นประเทศมุสลิมที่ยังมีข้อจำกัดต่อ LGBTQ+ ก็ตาม
และซาอุดิอาระเบียเองก็ประกาศถึงแผนการเพื่อจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันปี 2034 เป็นที่เรียบร้อย โดยการวางแผนว่าจะสร้าง/ปรับปรุงสนามในการแข่งขันถึง 15 สนาม กระจายตัวอยู่ในเมืองสำคัญต่างๆ ของประเทศ
เริ่มต้นด้วยสนามหลัก KING SALMAN INTERNATIONAL STADIUM ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นสนามกีฬาที่มีความจุสูงสุดในซาอุดิอาระเบีย รองรับผู้เข้าชมได้ 92,000 คน ออกแบบโดยทีมงานของ Populous จะใช้ในการแข่งขันนัดเปิดและนัดสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2034 ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสนาม PRINCE FAISAL BIN FAHAD SPORTS CITY STADIUM ในเมืองริยาดห์ ออกแบบโดย Populous เช่นเดียวกัน สนามแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม Salmani ที่มีความทันสมัยตามบริบททางวัฒนธรรม ของสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่มาจากท้องถิ่นและติดตั้งระบบประหยัดพลังงานด้วยหลังคาโซลาร์เซลล์ มีความจุมากกว่า 45,000 คน นอกจากนั้นในเมืองริยาดห์ยังจะมีการสร้างสนามใหม่ๆ อีก 7 สนามเพื่อรองรับการแข่งขันฟุตบอลโลก ส่วนเมืองอื่นๆ ก็ได้แก่เมืองเจดดาห์ เมืองอับฮา และเมืองอัลโคบาร์
แต่สนามที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ Neom Stadium ซึ่งหากได้สร้างจริงๆ ก็จะกลายเป็นสนามฟุตบอลที่แพงที่สุดในซาอุดิอาระเบีย และอาจจะเป็นโปรเจ็กต์ที่มีราคาสูงที่สุดในโลกด้วย เพราะว่าสนามนี้จะเป็นสนามฟุตบอลลอยฟ้า ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินถึง 350 เมตร โดยสนาม Neom Stadium จะตั้งอยู่ในเมืองแห่งอนาคตของซาอุดิอาระเบียอย่าง The Line โปรเจกต์ใหญ่ยักษ์ที่ตั้งท่ามาหลายปี และ ณ ตอนนี้ก็ยังมีแผนดำเนินการอยู่ แม้จะต้องลดสเกลลงไปบ้างก็ตาม
สำหรับการจะเดินทางขึ้นไปบนสนาม Neom Stadium จะต้องใช้ลิฟต์ความเร็วสูงและรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเท่านั้น ซึ่งจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด และตั้งอยู่ใต้หลังคาเดียวกันซึ่งทอดยาวไปทั่วทั้งเมืองในทะเลทราย จุคนดูได้กว่า 45,000 คน ไม่เพียงเท่านั้น สนามแห่งนี้จะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดไฮเทค ระดับการถ่ายทอดสดแบบ Ultra HD Broadcast โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2027 และคาดว่าจะเสร็จภายในปี 2032
เรียกได้ว่าซาอุดิอาระเบียยังคงไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโปรเจกต์ The Line ที่เคยวางแผนเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ โดยในตอนแรกเมืองแห่งนี้จะมีความยาวที่ 105 ไมล์และรองรับผู้อยู่อาศัยได้ 1.5 ล้านคน แต่เนื่องจากโปรเจกต์นี้เรียกร้องเงินทุนที่สูงเกินไป ทำให้แผนปัจจุบันลดความยาว The Line เหลือเพียง 1.5 ไมล์ โดยตั้งเป้าที่จะรองรับผู้อยู่อาศัยน้อยกว่า 300,000 คนภายในปี 2030 ซึ่งท่าทีนี้ก็ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า แล้วสนาม Neom Stadium จะสามารถสร้างได้จริงๆ ไหม? จะทันต่อการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2034 ไหม? หรือกระทั่งจะมีสเกลอลังการอย่างที่เขาโฆษณาไว้หรือเปล่า? ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่เราต้องรอดูกัน
อ้างอิง
https://www.designboom.com/architecture/fifa-world-cup-2034-saudi-arabia-15-stadium-designs-nature-heritage-08-05-2024/ https://www.fastcompany.com/91167892/saudi-arabia-2034-world-cup-stadium-architecture https://invidis.com/news/2024/08/saudi-arabia-rooftop-stadium-350m-above-ground/ https://www.telegraph.co.uk/football/0/next-world-cup-2026-where-host-location-when/