นับจากวันที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญา Conference of the Parties หรือ COP ว่า ในปี 2050 ไทยจะเป็น Carbon Neutral ความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นศูนย์ และจะบรรลุเป้าหมาย Net zero Emissions หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 ทำให้ทุกภาคส่วนหันมาเอาจริงเอาจังกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไปให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ถือเป็นบันไดขั้นแรกก่อนที่จะก้าวสู่ Net Zero
แม้หลายอุตสาหกรรมเร่งเดินหน้าปรับธุรกิจเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ตาม แต่สำหรับบางอุตสาหกรรมพบว่ายังมีขีดจำกัด เช่น โรงงานผลิตไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมด้านอื่นๆ จึงมีแนวคิดข้อเสนอเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแก้ปัญหา หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศนำมาใช้อย่างได้ผลก็คือการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า CCS

พูดง่ายๆ ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ให้ลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีเดียวที่มีประสิทธิภาพโดดเด่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมาก ในปัจจุบันสหภาพยุโรปและองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) ถึงขนาดบอกว่า Net Zero จะใกล้ความเป็นจริงไม่ได้หากปราศจาก CCS ในขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) รายงานถึงบทบาทสำคัญของ CCS ในการบรรลุเป้าหมายในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้อยู่ระหว่าง 1.5-2 องศาเซลเซียส
จึงไม่แปลกที่เวลานี้หลายประเทศมีการพัฒนา CCS กันเป็นจำนวนมาก เพราะได้รับการยืนยันในระดับสากลแล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกนำไปใช้ และต่างยอมรับว่าเป็นทางหนึ่งในทางออกสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero และสามารถนำไปใช้บริหารจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากได้ อีกทั้งยังเหมาะกับอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก

ประเทศไทยเองก็ได้มีเป้าหมายในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินโครงการ CCS ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 40 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2050 และ 60 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2065 ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ประเทศไทยสูงขึ้น เมื่อเทียบกับการใช้แค่การเก็บภาษีคาร์บอน ทั้งยังลดความเสี่ยงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป หรือ CBAM ได้มากกว่า 600 ล้านบาทต่อปี
สำหรับกระบวนการทำงานของเทคโนโลยี CCS นี้จะเริ่มจากกระบวนการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากแหล่ กำเนิดในภาคอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้า (Capture) จากนั้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดักจับได้จะถูกปรับความดันให้เหมาะสม สำหรับการขนส่งไปยังแหล่งกักเก็บ (Transportation) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกกักเก็บบนฝั่ง หรือนอกชายฝั่งในชั้นหินทางธรณีวิทยาไว้อย่างปลอดภัย (Storage)
ปัจจุบันมีโครงการ CCS ที่ดำเนินการอยู่ 41 แห่วทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกากลาง ในกรณีของโครการ Northern Lights (Longship) Project ถือเป็นโครงการ CCS ขนาดใหญ่ครบวงจร และมีโมเดลธุรกิจแบบ Cross-Border ในสหภาพยุโรปแห่งแรกของโลก และถือเป็นเคสที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านยูโรจากการได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐถึง 80% และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ประโยชน์จากการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ ETS: Euro Emission Trading System รวมทั้งไม่ต้องเสียค่าบริการในการกักเก็บและขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

กลับมาที่บ้านเรา พบว่า มีการริเริ่มพัฒนา CCS แล้วโดยกลุ่ม ปตท. ผ่านโครงการ Eastern Thailand CCS Hub โดยองค์ประกอบของโครงการประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- CO2 Capture: ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจากภาคอุตสาหกรรมจะถูกดักจับ และแยกจากก๊าซเสีย (Flue Gas) ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆในโรงงาน เช่น Nox, Sox เป็นต้น
- CO2 Gathering & Transport: ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดักจับได้ จะถูกส่งไปยังสถานีรวม (Collection Terminal) ซึ่งเป็นสถานีชายฝั่งที่ใช้รองรับ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไว้ชั่วคราว
- CO2 Storage: ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกส่งต่อผ่านท่อใต้ทะเลไปยังแหล่งกักเก็บนอกชายฝั่ง ระยะทางประมาณ 100-00 กิโลเมตร และอัดกลับเข้าไปในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร ไม่มีการปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศอีก

ทั้งนี้ ในระยะแรกจะเน้นไปที่การจัดการบริหารจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ได้แก่ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้า และขยายขอบเขตไปยังกลุ่มโรงงานนอกกลุ่ม ปตท. ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาด้านเทคนิควิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องตลอดจนความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์
หากโครงการนี้เปิดดำเนินการขึ้นก็จะถือได้ว่าเป็นการวางรากฐานสำหรับการลงทุนคาร์บอนต่ำ โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, ไฮโดรเจนสีฟ้า และผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานได้ถึง 10,000 ตำแหน่ง สำหรับการพัฒนาและการดำเนินงานโครงการ CCS ที่สำคัญสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 10 ล้านตันต่อปี ทำให้เรามองเห็นหนทางบรรลุ Net Zero ของไทยอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น