หากมองเข้ามาที่ตลาดค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ในบ้านเราแล้วพบว่า เซเว่น อีเลฟเว่นยังคงครองเบอร์ 1 ด้วยจำนวนสาขาที่จะทะลุกว่า 1.5 หมื่นสาขาภายในสิ้นปีนี้ โดยมีส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ในมือกว่า 70.8% ตามมาด้วยเบอร์ 2 คือโลตัส โกเฟรช มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 10.6% ตามมาด้วยบิ๊กซี 4.5% ซีเจ 4.2% และอื่นๆ 9.9%
โดยเซเว่น อีเลฟเว่นมีส่วนแบ่งตลาดและจำนวนสาขาที่ค่อนข้างจะทิ้งห่างจากผู้ตาม โดยตัวเลขไตรมาส 2/2567 เซเว่น อีเลฟเว่นมีสาขาทั้งสิ้น 14,854 แห่ง อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 8,512 แห่ง ต่างจังหวัดทั่วประเทศ 6,342 แห่ง เป็นร้านที่บริษัทลงทุนเอง 7,546 สาขา และร้านแฟรนไชส์ 7,308 สาขา แน่นอนว่า บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ยังคงทุ่มงบลงทุนต่อเนื่องในปีนี้รวม 13,000 ล้านบาท เร่งขยายสาขาใหม่มากกว่า 700 แห่ง
ขณะที่ผู้เล่นที่มีจำนวนสาขาตามมาอันดับ 2 คือโลตัส โก เฟรช ที่อยู่ในกลุ่มซีพีเช่นกัน มีจำนวนสาขาที่ให้ไว้ในงานแถลงข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ จะมีตัวเลขอยู่ที่ 1,783 สาขา โดยยังคงมีการเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 200 สาขา
ส่วนอันดับ 3 คือบิ๊กซี มินิ มีสาขาอยู่ในมือประมาณ 1,567 สาขา ในจำนวนนั้นจะเป็นสาขาของแฟรนไชส์ในไทย 51 สาขา ขณะเดียวกันยังมีสาขาของบิ๊กซี มินิในกัมพูชาที่เปลี่ยนชื่อจากร้านกีวี มาร์ท ที่บิ๊กซีเข้าไปเทกโอเวอร์อีก 19 สาขา

นอกจากนี้ ยังมีสาขาในฮ่องกงอีก 24 สาขา ที่บิ๊กซี รีเทลได้ซื้อกิจการร้าน AbouThai ทั้ง 24 สาขา ในฮ่องกง และเปลี่ยนชื่อเป็นบิ๊กซี (Big C) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 พร้อมวางแผนเปิดสาขาเพิ่มปีละ 25 สาขา เพื่อให้มีสาขารวมมากถึง 99 สาขาภายในสิ้นปี 2569
สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทำตลาดของรายเล็กๆ ที่เหลือจะแข่งขันอย่างไร ในวันที่แบรนด์หลักของตลาดนี้ทั้ง 3 ราย ต่างมีจำนวนสาขาอยู่ในมือค่อนข้างมาก
ภาพที่สะท้อนในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือการทำตลาดของร้าน LAWSON108 ภายใต้การดำเนินงานโดย บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด ที่เกิดจากการร่วมทุนของลอว์สันจากญี่ปุ่น และกลุ่มสหพัฒน์ ซึ่งแม้จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราปีนี้เป็นปีที่ 11 แล้ว แต่ก็ยังมีสาขาอยู่ในมือยังไม่ทะลุหลัก 500 สาขา
หลังจากเงียบหายไปนาน การขยับตัวล่าสุดของ LAWSON108 ก็คือการเปิดร้าน “LAWSON108 Flagship Store” เพื่อปั้นให้เป็นแฟลกชิพ สโตร์ต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นเสมือนกับการส่งสัญญาณกลับมาทำตลาดอีกครั้งของ ผู้เล่นรายนี้
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือนอกจากการรุกเปิดแฟลกชิพ สโตร์ สาขาแรกเพื่อปั้นให้เป็นสาขาต้นแบบ โดยเลือกโลเคชั่นในอาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ สีลม เป็นโลเคชั่นสำคัญนั้นจะเป็นการนำรูปแบบของการขยายสาขาที่มาภายใต้ดีเอ็นเอของการเป็นร้านค้าปลีกสัญชาติญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ และจะมีการนำเสนอสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่งขัน เพื่อใช้เป็นแม่เหล็กในการสร้างสโตร์ ลอยัลตี้ที่ลูกค้าที่นิยมชมชอบสินค้าประเภทอาหารในสไตล์ญี่ปุ่นจะต้องมุ่งไป

เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC และกรรมการบริษัท สห ลอว์สัน จำกัด บอกว่า LAWSON108 สาขาใหม่ ชั้น G อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ สีลม จะเป็นสาขาแฟลกชิพสโตร์ต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย ที่มีการตกแต่งร้านด้วยคอนเซ็ปต์ Japanese Modern Style × Neo Future Style พื้นที่ขนาดใหญ่ 200 ตร.ม. สามารถจัดวางสินค้าได้อย่างหลากหลาย มีการออกแบบตกแต่งด้วยมู้ดแอนด์โทนที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบาย อบอุ่น และสามารถใช้เวลาอยู่ในร้านได้นานโดยไม่รู้สึกอึดอัด อีกทั้งยังมีพื้นที่ให้ลูกค้าได้นั่งในร้านได้อีกด้วย
โดย “LAWSON108 Flagship Store” สาขาอาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ สีลม มีจุดเด่นในด้านสินค้าสไตล์ญี่ปุ่น อาทิ "โอเด้ง" "ข้าวกล่องปรุงสดในร้าน" "ข้าวปั้น" "ของทอด" รวมถึงขนมหวาน เช่น พุดดิ้งและเค้ก นอกจากนี้ยังมีสินค้าไฮไลท์ที่มีความพิเศษและจำหน่ายเฉพาะในร้าน LAWSON108 Flagship Store เท่านั้น โดยเฉพาะ "L chiki" ซึ่งเป็นไก่ทอดสูตรเดียวกับที่ขายที่ร้าน LAWSON ที่ประเทศญี่ปุ่น และจะมีขายในไทยเป็นครั้งแรก อีกทั้งไอศครีม “เจลาโต้” รสนมที่ใช้นมฮอกไกโด และรสมัทฉะ รวมถึงกาแฟ "Champion Blend" ที่ใช้เมล็ดกาแฟพิเศษจากแบรนด์ "LAWSON Café" อีกด้วย รวมไปถึงสินค้านำเข้ามาจากญี่ปุ่นอีกมากมายที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสามารถ “ซื้อรับประทานที่ร้านก็เหมือนกับรับประทานที่ญี่ปุ่น” เฉพาะ LAWSON108 Flagship Store เท่านั้น
“เพราะการเลือกเข้าร้านลอว์สันมีมากกว่าแค่รสชาติเพียงอย่างเดียว จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้ลอว์สันนำกลยุทธ์การเปิดสาขาในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม โดยมุ่งให้ความสำคัญในการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ระดับพรีเมียมให้กับลูกค้าในการเข้าร้านสะดวกซื้อด้วยสินค้าที่มีเอกลักษณ์และแตกต่าง พร้อมส่งมอบคุณค่าทางอารมณ์, ความอร่อย, ความเพลิดเพลิน, ความบันเทิง, ความสดใหม่ และการบริการลูกค้าที่น่าพึงพอใจในทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการหรือซื้อสินค้าภายในร้าน” เวทิต กล่าว
การเป็นผู้ท้าชิงในตลาดที่มีผู้นำและเบอร์ 2 เบอร์ 3 ที่แข็งแกร่งนั้น จำเป็นที่จะต้องเลือกเจาะ Niche ของตัวเอง พร้อมกับการสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งและแตกต่างจนสามารถสร้างการจดจำได้

แน่นอนว่า ด้วยตัวเลขจำนวนสาขาที่ค่อนข้างห่างจากเบอร์ต้นๆ ของตลาด การเร่งขยายสาขาให้มีมากขึ้นนั้นอาจจะต้องใช้งบลงทุนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน โลเคชั่นดีๆ ที่มีอยู่อาจจะหาได้ไม่ง่ายนัก
ทำให้เมื่อมองเข้ามาที่ Strategic Location ของ LAWSON108 แล้ว น่าจะเป็นการเลือกการเปิดสาขาในพื้นที่ใจกลางกรุง หรือที่เรียกว่า Central Bangkok ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นกลุ่มพนักงานบริษัทและคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม White Collar รวมไปถึงการเปิดสาขาตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) และแอร์พอร์ตลิงก์เป็นหลัก ส่วนในต่างจังหวัดจะเน้นไปเปิดสาขาที่อยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก
ทำให้ ปัจจุบันร้าน LAWSON108 กระจายอยู่ตามอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล คอนโดมิเนียม รวมถึงร้านบนสถานีรถไฟฟ้า BTS, MRT สำหรับแนวทางการขยายสาขาหลังจากนี้จะมุ่งไปที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ และให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ใหม่ระดับพรีเมียมด้วยสินค้าที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือสินค้าที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น
ถือเป็นรูปแบบการต่อสู้ของผู้ท้าชิงที่น่าจับตามองกับความพยายามกลับสู่เกมการแข่งขันอีกครั้งชองคอนวีเนียนสโตร์จากญี่ปุ่นรายนี้....