เมื่อโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์และความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ การมีส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นเพียงคนเล็กๆ แต่ก็สามารถเป็น “คนเล็กเปลี่ยนโลก” ใบนี้ให้ดีขึ้นได้
สถาบันลูกโลกสีเขียวจึงดำเนินงานการยกย่องเชิดชูบุคคล กลุ่มคน และชุมชนที่เป็นต้นแบบการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผ่านการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริและงานรางวัลลูกโลกสีเขียวอย่างต่อเนื่อง
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาซน) หรือ ปตท. กล่าวว่า ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ มีพันธกิจหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน”
"การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เป็นงานที่ต้องใช้ความตั้งใจเพื่อให้สำเร็จลุล่วง กำลังใจที่ได้รับจากการดำเนินงาน ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ปตท. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนักอนุรักษ์ทุกท่าน เหล่าคนเล็กที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนโลกให้น่าอยู่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน"
โครงการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยความร่วมมือของ 4 องค์กรร่วมจัด ได้แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กรมพัฒนาที่่ดิน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปี 2567 นี้ เป็นพิธีมอบรางวัลการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 13 มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 32 ผลงาน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทส่งเสริมการปลูกและขยายผล 22 รางวัล และประเภทส่งเสริมหัตถกรรมผลิตภัณฑ์จากใบหญ้าแฝก 10 รางวัล
สำหรับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 22 โดยสถาบันลูกโลกสีเขียว มีผู้ได้รับรางวัล 38 ผลงาน จาก 5 ประเภทผลงาน คือประเภทชุมชน ประเภทบุคคล ประเภทกลุ่มเยาวชน ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน และประเภทงานเขียน

ก่อนพิธีมอบรางวัลมีการบรรยายพิเศษ “คนเล็กเปลี่ยนโลก” โดย คุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล พิธีกรและผู้ผลิตสารคดีสะท้อนสถานการณ์สังคมได้มาแลกเปลี่ยนมุมมองและบอกเล่าประสบการณ์การมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้ดีขึ้น แม้จะเป็นการเริ่มเปลี่ยนจากตัวเองเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าทุกคนช่วยกันทำก็จะส่งผลต่อการเปลี่ยนโลกได้
การเดินทางไปกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ทำให้คุณวรรณสิงห์มองเห็นความเชื่อมโยงธรรมชาติของแต่ละประเทศบนโลกนี้ เช่น หากน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ละลายหมดจะส่งผลให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 6-7 เมตร ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศต่างๆ จมหายไป รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจประเด็นใหญ่อย่างสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตของมนุษย์
“หลายคนอาจมีคำถามว่าเราจะสามารถเปลี่ยนเรื่องที่ยิ่งใหญ่นี้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือสามารถเริ่มต้นที่ตัวเองได้ แม้อาจจะไม่ง่ายนัก อาจเริ่มเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กน้อยจากตัวเราก่อนได้ เช่น การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ตากผ้าด้วยแสงแดดจากธรรมชาติแทนการอบผ้า รีไซเคิลวัสดุที่เหลือใช้ ทานผักมากขึ้นเพื่อลดการทานเนื้อจากปศุสัตว์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนมาก ขี่จักรยานแทนการใช้รถ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้โลกเปลี่ยนทันที แต่ถ้าเราไม่หยิบยกมาทำเลยในฐานะปัจเจกบุคคลก็จะไม่ได้เริ่มแก้ปัญหาเลย เราสามารถเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้”
แต่อย่างไรก็ตาม คุณวรรณสิงห์มองว่า ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน หากไม่ทำพร้อมกันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกก็จะไม่ได้รับการแก้ไข และโจทย์ใหญ่ของคนไทย คือต้องปรับตัวให้อยู่กับสภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกที่อาจจะรุนแรงมากขึ้น
“เราต้องมองถึงการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อสอดรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า อาจจะต้องมองถึงโมเดลเศรษฐกิจหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่ในบทสนทนาของการเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.โลกร้อน พ.ร.บ.จัดการขยะ เป็นต้น”
คุณวรรณสิงห์มองว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากการที่ทุกคนเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษาเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโลกใบนี้และทำความเข้าใจกับปัญหาและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่ามีฟันเฟืองที่เกี่ยวข้องอย่างไร เมื่อเข้าใจแล้วจึงเลือกหาวิธีในการแก้ปัญหาที่เหมาะ จากนั้นจึงขยายผลไปสู่การแก้ปัญหาที่กว้างขึ้น ซึ่งในระหว่างทางของการทำงานจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาหรือได้องค์ความรู้นำไปสู่การทำงานอื่นในอนาคต เพราะงานนี้ไม่มีวันจบง่ายๆ

หลังจากนั้น ต่อด้วยเวทีเสวนา “ชุมชนต้นแบบกับการจัดการทรัพยากรสู่ความยั่งยืน” นำทีมโดย คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ รองประธานกรรมการประเมินคุณค่าผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ได้พูดถึง พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไว้น่าสนใจว่า คนเมืองมักมีชุดความคิดที่ว่าปากท้องต้องอิ่มก่อนจึงจะสนใจสิ่งแวดล้อม แต่จากการเดินทางไปในหลายพื้นที่กลับพบว่า คนชนบทมีชุดความคิดอีกแบบ คือหากไม่รักษาสิ่งแวดล้อม อย่าคิดว่าปากท้องจะอิ่ม ซึ่งแนวคิดหลังน่าจะเป็นแนวคิดที่ถูกขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นแนวคิดใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ สิ่งแวดล้อมที่มีผลกับการใช้ชีวิตของคน พร้อมยกตัวอย่างของชุมชนเล็กๆที่สามารถเปลี่ยนโลกด้วยการสร้างเศรษฐกิจจากการรักษาป่า
“ผมรู้จักชาวบ้านที่ป่าพะโต๊ะ จังหวัดระนอง ซึ่งอยู่ในป่าลึกมากแต่ชาวบ้านแถวนี้มีรายได้กว่าปีละ 400,000-500,000 บาท แม้จะมีพื้นที่ทำไร่ไม่ถึง 20 ไร่ โดยชุมชนนี้ดัดแปลงตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติ ด้วยการปลูกผลผลิตทางการเกษตรแบบ Vertical Farming คือปลูก 4 ชั้น คือ ทุเรียน มังคุด หมาก และกาแฟบนพื้นที่ไม่มาก เพื่อกระจายความเสี่ยง สิ่งที่เขาทำคือการรักษาป่าเพื่ออุ้มน้ำให้กับพืชที่เขาปลูกซึ่งต้องการน้ำมาก นี่คือการรักษาป่าเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน”
คุณจันทรา หาญสุทธิชัย จากชุมชนตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ กล่าวในหัวข้อ เกษตรอินทรีย์อยู่รอดได้จริงหรือ
คุณจันทรา หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ทำให้คนทั้งตำบลเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์แบบ 100% โดยลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมาเป็นระยะเวลานาน สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ “ข้อมูล” ซึ่งมีการจดบันทึกผลผลิตการทำนาและต้นทุนที่ใช้ ซึ่งพบว่ามีต้นทุนที่สูงมาก จึงมีแนวคิดในการเปลี่ยนมาปลูกเกษตรอินทรีย์ จากกลุ่มเล็กๆ เพียง 9 คน ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทชุมชน ในปี 2556 ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมเสริมพลังในการดูแลดิน น้ำ ป่า เพื่อเชื่อมต่อเรื่องของเกษตรอินทรีย์ชุมชนตำบลผักไหมช่วยกันดูแลรักษาป่าริมห้วยทับทัน ทำให้ยังคงสภาพเป็นป่าริมน้ำผืนใหญ่ที่สุด เพิ่มและขยายพื้นที่ป่าเข้าไปในหมู่บ้าน โดยฟื้นฟูและรักษาที่ป่าช้า ป่าดงปู่ตา และทำเลเลี้ยงสัตว์ ปลูกไผ่เพิ่มเติมบริเวณแนวเขตรอบป่าชุมชนเป็นแหล่งอาหารให้กับชุมชน ส่งเสริมการปลูกป่าครอบครัวตามหัวไร่ปลายนาในโครงการธนาคารต้นไม้ พัฒนาและยกระดับสู่การเป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งตำบล เพื่อลดการใช้สารเคมีและการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ข้าวหอมมะลิของชุมชนได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเพิ่มการปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ถั่วเขียวและกระเจี๊ยบ สร้างรายได้ตลอดทั้งปี
“ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์ของตำบลผักไหมถูกส่งเป็นสินค้าออกสู่ต่างประเทศได้ราคาที่ดีกว่าท้องตลาด มีคณะที่เข้ามาดูงานในปีที่ผ่านมากว่า 2,500 คน มีคนกลับไปทำเกษตรอินทรีย์เช่นเดียวกับเรา 31% โดยเราเป็นพี่เลี้ยงให้”
อย่างไรก็ตาม คุณจันทราอธิบายว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ความยากของการเปลี่ยนให้คนมาทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ยากมาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือการทำให้ดูว่าทำได้จริง
“เราทำให้เขาดูว่าเราสามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้จริง จากนั้นจึงหาแหล่งตลาดให้กับคนที่ทำอินทรีย์ ทำให้เขาสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่มากกว่า เช่น ข้าวอินทรีย์เพื่อนบ้านขายได้ 8-12 บาท ในขณะที่เกษตรอินทรีย์ขายได้ถึง 20 บาท เมื่อเขาเห็นความสำเร็จของเราจึงทำตาม จนสามารถเปลี่ยนให้ชุมชนตำบลผักไหมกลายเป็นเกษตรอินทรีย์”

คุณนพดล สุทธิธนกูล จากกลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมาก อ.เกาะกูด จ.ตราด พูดในหัวข้อ กว่าจะฟื้นคืนแนวปะการัง โดยอธิบายว่า เกาะหมากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลที่ดึงดูดผู้คนทั่วโลก แต่ผลจากภาวะโลกร้อน การใช้ประโยชน์เกินขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ และการประมงที่ผิดวิธีทำให้เกิดความเสื่อมโทรม โดยเฉพาะต่อระบบนิเวศปะการังที่มีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลง ผู้นำชุมชนที่ประกอบด้วยคนเก่าแก่ใน 5 ตระกูลใหญ่ ซึ่งได้บุกเบิกและตั้งถิ่นฐานบนเกาะแห่งนี้ จึงรวมตัวพูดคุยหาแนวทางในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิชาการและอาสาสมัครจากทั่วโลก ทดลองการปลูกปะการังหลายชนิด ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จและได้รับใบอนุญาตจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ฟื้นฟูปะการังในพื้นที่เกาะหมากอย่างเป็นทางการ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สามารถปลูกปะการังมากกว่า 60,000 ตัน ในพื้นที่ใต้ทะเลรอบเกาะ รวมทั้งขยายผลถึงการอนุรักษ์หญ้าทะเล ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำกลับคืนมา จนกระทั่งได้รับรางวัล Green Destination Story Awards ทางด้านระบบการจัดการและการฟื้นฟูเมื่อปี 2566 อีกทั้งยังแก้ไขปัญหาขยะโดยการเปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยจนติดแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน Top 100 ของโลกในฐานะเกาะต้นแบบด้านความปลอดภัยและการจัดการขยะ การใช้ข้อบัญญัติธรรมนูญชุมชน 8 ข้อที่ถือปฏิบัติร่วมกันเพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม
“แม้พื้นที่ที่ต้องดูแลจะกว้างใหญ่ แต่คนกลุ่มเล็กๆ อย่างเราสามารถดูแลได้ด้วยใจที่ต้องมีจิตอาสาแข็งแรงมาก ชื่อเสียงจากการที่เราได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน Top 100 ของโลกทำให้นักท่องเที่ยวมองเห็น และต้องการเข้ามาเรียนรู้ นอกจากนี้ เรายังมีธรรมนูญของเกาะ ตรงนี้สำคัญมากทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาต้องทำตามกฎของเรา โดยปัจจุบันเรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 80% ที่เหลือเป็นคนไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาก็มีส่วนในการเข้ามาช่วยเราด้วย เราทำคนเดียวไม่ได้ เรื่องสิ่งแวดล้อมต้องช่วยกันทำและสร้างบุคลากรขึ้นมาเรื่อยๆ”

คุณทนงศักดิ์ นิลน้อย ประธานเครือข่ายคนรักษ์แฝก กล่าวในหัวข้อ หญ้าแฝกกับการฟื้นฟูดินและน้ำ โดยบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เกิดปัญหานำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยหญ้าแฝก
“ผมอยู่ในพื้นที่ซึ่งประสบภัยน้ำท่วม ปัญหาคือผมทำไม้ผลทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย หากเราต้องการดำรงอาชีพนี้ไว้ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือป้องกันน้ำท่วม จึงนึกถึงการปลูกหญ้าแฝกที่มีรากลึกแข็งแรงและสามารถยึดคันดินให้มีความเหนียวแน่นมั่นคง ผมจึงปลูกหญ้าแฝกในแปลงเกษตรเพื่อช่วยยึดดินเวลาน้ำท่วมและอุ้มความชื้นเวลาหน้าแล้ง ทั้งหมดผ่านการทำจริงมานานจนประสบความสำเร็จ”

แต่การปลูกแฝกจำเป็นต้องเลือกพันธุ์แฝกให้เหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่จึงจะช่วยให้หญ้าแฝกเติบโตดี คุณทนงศักดิ์บอกว่านี่เป็นกระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดให้ถูกต้อง หากนำไปปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมหรือแห้งแล้ง ผู้ปลูกจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ และควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งดินมีปริมาณความชื้นเหมาะสม จนหญ้าแฝกตั้งตัวได้และแตกหน่อใหม่ จากนั้นหญ้าแฝกจะเจริญเติบโตกอและรากเบียดกันแน่น ทำหน้าที่อนุรักษ์ดินและน้ำได้เป็นอย่างดี
ช่วงหน้าแล้งหรือในพื้นที่ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรรดน้ำหรือใส่ปุ๋ยหมักตามแนวหรือแถวหญ้าแฝกจะช่วยให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตดีขึ้น เมื่อหญ้าแฝกเจริญเติบโต ควรตัดใบหญ้าแฝกทุกๆ 3-4 เดือน เพื่อช่วยให้แนวหญ้าแฝกแตกกอ การมีแนวกอและรากที่หนาแน่นจะช่วยรับแรงปะทะจากน้ำไหลบ่าผิวดินได้
จบจากหัวข้อสัมมนาทั้งหมด ประสบการณ์จากวิทยากรทุกท่านทำให้เห็นคีย์เวิร์ดสำคัญ2 คำ คือ “เริ่มต้นที่ตัวเอง” และ “ขยายความร่วมมือ” ซึ่งเป็น 2 คำที่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้บรรเทาลงได้ หากเราเริ่มทำจากสิ่งเล็กๆ โดยตัวเราเองจนสำเร็จ และสามารถขยายวงกว้างไปสู่ความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ จาก “คนเล็ก” สามารถนำไปสู่การ “เปลี่ยนโลก” ให้ดีขึ้นได้เช่นกัน