Diamond Are Forever แคมเปญจากแบรนด์ De Beers ในช่วงปลายยุค 1940s ทำให้เพชรกลายมาเป็นตัวแทนความรักโรแมนติก และกลายเป็นประโยคสุดคลาสสิกมาจนถึงปัจจุบัน แต่ใช่ว่าเพชรจะมีไปตลอดกาลเพราะมันเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในปี 2017 มีเพชรแท้ออกมาสู่ตลาดสูงถึง 152 ล้านกะรัต แต่พอมาถึงปี 2020 ก็ลดลงเหลือเพียง 111 ล้านกะรัต พร้อมด้วยการตีตลาดของเพชรที่เรียกว่า Laboratory-Grown Diamonds (LGD) หรือเพชรที่สร้างมาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บ
เพชรจากห้องแล็บนี้จะมีลักษณะทางกายภาพและการเล่นไฟเหมือนกับเพชรแท้จากธรรมชาติทุกอย่าง แยกด้วยตาเปล่าไม่ออก ต่างกันก็เพียงแหล่งที่มา โดยเพชรจากแล็บเกิดขึ้นจากการจำลองวิธีก่อตัวของเพชรตามธรรมชาติ ซึ่งปกติอยู่ที่หลายล้านปีให้สั้นลงเหลือเพียง 1-2 เดือน ซึ่ง ณ ตอนนี้มีวิธีผลิตเพชรในห้องแล็บ 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ Chemical Vapor Deposition Diamonds (CVD) ที่จะใช้เศษเพชรขนาดเล็กเป็นตัวตั้งต้น จากนั้นอัดก๊าซความร้อนสูงให้คาร์บอนก่อตัวบนผลึกของเมล็ดเพชรนั้นและเติบโตเป็นผลึกเพชรก้อนใหญ่ทรงลูกบาศก์ ส่วนอีกวิธี คือ High Pressure High Temperature Diamonds (HPHT) ที่ใช้แผ่นแกรไฟต์ใส่ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่บดอัดด้วยแรงดันและอุณหภูมิที่สูงมาก ซึ่งจะทำให้แกรไฟต์เปลี่ยนเป็นเพชร
เพชรแท้และเพชรจากแล็บมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เพชรแท้มีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าสำหรับบางคน เพราะผ่านการบ่มเพาะผ่านเวลายาวนานในธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็มีปัญหาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้แรงงานในเหมือง ส่วนเพชรจากแล็บ ใช้ต้นทุนต่ำกว่ามีราคาต่ำกว่าเพชรธรรมชาติอยู่ที่ 50-70% แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมเพราะก็ต้องใช้พลังงานความร้อนมหาศาลในการผลิต
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Morgan Stanley บอกว่า ปัจจุบันส่วนแบ่งในตลาดเพชร เป็นเพชรที่มาจากห้องแล็บ 18% (เพชรจากห้องแล็บ 16 ล้านกะรัต ต่อเพชรแท้ 112 ล้านกะรัต) และคาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 21.3% โดยเพชรจากห้องแล็บส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน คิดเป็น 12.7% ในขณะที่อินเดียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 โดยในปีนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.9%
การเติบโตอย่างรวดเร็วของเพชรจากห้องแล็บส่วนหนึ่งก็มาจากแบรนด์แฟชั่นจิลเวลรี่อย่าง Pandora แต่ก็ใช่ว่าเพชรจากห้องแล็บจะได้รับการยอมรับเฉพาะในส่วนของแบรนด์แฟชั่นจิลเวลรี่เท่านั้น เพราะแม้แต่แบรนด์ลักชัวรี่ระดับโลกอย่าง Tiffany&Co. ก็ยังผลิตไลน์เครื่องประดับที่เรียกว่า “Tiffany Blue” ซึ่งทำจากมาจากเพชรสีฟ้าที่ได้จากห้องแล็บ หรือบริษัท Fred Jewelry ซึ่งอยู่ภายใต้เครือ LVMH ก็มีการผลิตเพชรจากห้องแล็บออกมาขาย เม็ดใหญ่ถึง 8.8 กะรัต
ทางด้านแบรนด์นาฬิกาหรูก็เช่นเดียวกัน อย่าง TAG Heuer ใช้เพชรจากห้องแล็บในการทำนาฬิการุ่น Carrera Plasma ที่มีราคาสูงถึง 740,000 ดอลลาร์ ก็ใช้เพชรจากห้องแล็บประดับบนตัวเรือน โดยเฉพาะเม็ดมะยมที่ใช้เพชรทำทั้งหมด
หรือในปี 2022 แบรนด์ Breitling ก็ผลิตนาฬิการุ่นแรกที่ประดับด้วยเพชรจากห้องแล็บรุ่น Super Chronomat 38 Origins นอกจากนี้ Breitling ยังประกาศว่าตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะใช้เฉพาะเพชรจากห้องแล็บเท่านั้นในการประดับนาฬิกา นอกจากนี้แบรนด์ลักชัวรี่แฟชั่นหลายแบรนด์ก็เริ่มใช้เพชรจากห้องแล็บกันแล้วหลังจากที่ปฏิเสธเพชรจากห้องแล็บมานาน ไม่ว่าจะเป็น Prada หรือ Gucci ที่ทำงานร่วมกับ Bleue Burnham และ SkyDiamond ในคอลเลคขั่น Gucci Vault
แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทุกแบรนด์จะเปิดใจ เพราะแบรนด์หรูอย่าง Cartier ก็ยังคงยืนยันว่าจะใช้เฉพาะเพชรที่มาจากธรรมชาติเท่านั้น“ปัญหาของเพชรจากห้องแล็บก็คือต่อให้มันจะมีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนเพชรที่เราเจอในผืนดิน แต่มันก็ไม่ได้มีประวัติศาสตร์อะไรเลย มันอาจจะเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ 2 วันที่แล้วนี่เอง ลูกค้าหลายคนของเราก็ไม่ได้ต้องการเพชรจากแล็บ เพราะมันขาดลักษณะเฉพาะตัวและไร้ซึ่งความหมายของการเป็นผลงานของธรรมชาติที่ใช้เวลาสรรค์สร้างหลายล้านปี” Cyrille Vigneron ผู้บริหารของคาร์เทียร์กล่าว
อ้างอิง https://nationaljeweler.com/articles/12376-the-first-lvmh-lab-grown-diamond-high-jewelry-is-here https://robbreport.com.au/style/lab-grown-diamonds-luxury-jewellery-watchmaking/ https://www.forbes.com/sites/timtreadgold/2024/09/23/diamond-mining-losing-its-sparkle-as-lab-grown-market-share-rises/ https://www.forbes.com/sites/pamdanziger/2021/07/25/richemonts-cartier-says-no-to-lab-grown-diamonds-but-cartier-scion-jean-dousset-says-oui/ https://www.calettediamonds.com/th/blog/natural-diamond-vs-lab-grown-diamond