ปี 2024 ตลาดภาพยนตร์สตรีมมิ่งมีมูลค่ามากกว่า 670,000 ล้านดอลลาร์ อัตราเติบโตเฉลี่ย 17.8% ปี 2032 คาดว่าเพิ่มเป็น 2.49 ล้านล้านดอลลาร์เฉพาะสหรัฐ มีภาพยนตร์ 800,000 เรื่อง ขณะที่แพลตฟอร์มผู้ให้บริการมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ภาพยนตร์สตรีมมิ่ง ซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Netflix ขยายตัวก้าวร้าวรุนแรงตลอดปี ด้วยจำนวนสมาชิกก้าวสู่ระดับ 280 ล้านรายรายได้อยู่ที่ 9,560 ล้านดอลลาร์ เติบโต 17% เป็น Rapid Growth สูงกว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก ส่งผลให้มีบริษัทยักษ์ใหญ่สนใจเข้าสู่ธุรกิจนี้ต่อเนื่อง
ล่าสุด Apple บริษัทผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะผู้ผลิต iPhone ตอบรับแนวโน้มนี้เช่นเดียวกัน ด้วยการ เปลี่ยนแผนใช้งบผลิตภาพยนตร์ปีละ 32,500 ล้านบาท (1,000 ล้านดอลลาร์) เข้าสู่ธุรกิจสตรีมมิ่งมากขึ้น หลังจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมาใช้เงินมากกว่า 650,000 ล้านบาท (20,000 ล้านดอลลาร์) ไปกับการสร้างภาพยนตร์และรายการทีวีแต่ไม่ได้รับความนิยม โดยความพยายามล่าสุด หนังเรื่อง Wolfs นําแสดงโดย Brad Pitt และ George Clooney ฉายในโรงหนังจำนวนจํากัดสุดท้าย ยังต้องนำไปฉายใน AppleTV+ เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา
ปี 2022 ความพยายามของ Apple ได้รับความนิยมจากนักวิจารณ์ หนังเรื่อง CODA ในระบบสตรีมมิ่งคว้ารางวัล ออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หลังจากนั้น มีอีกหลายเรื่องที่ช่วงหลังหาดูไม่ได้ในโรงหนัง เช่น Argyle ซึ่งลงโรงในเดือนกุมภาพันธ์ถูกมองว่าล้มเหลว เพราะทํารายได้เพียง 3,120 ล้านบาท (96 ล้านดอลลาร์) จากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก แต่ประสบความสําเร็จฉายทาง Apple TV+ ความผิดหวังจากความล้มเหลวลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับทุนสร้าง 16,250 ล้านบาท (500 ล้านดอลลาร์)
แน่นอนว่า การตัดสินใจของบริษัทผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะผู้ผลิต iPhone ซึ่งระบุว่าจะสร้างหนังประมาณ 12 เรื่องต่อปี ส่วนใหญ่มุ่งฉายทาง Apple TV+ ใช้ทุนสร้างน้อยกว่า 3,250 ล้านบาท (100 ล้านดอลลาร์) ต่อเรื่อง ไม่ใช่ข่าวที่แฟนหนังต้องตื่นเต้น แต่เมื่อมองมุมธุรกิจก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
บทเรียนชัดเจนของ Apple คือหนังทํารายได้สูงสุดตลอดกาล 3 เรื่อง คือ Argylle, Killers of the Flower Moon ของ Martin Scorsese และ Napoleonของ Ridley Scott ทําเงินจากทั่วโลกได้ 15,470 ล้านบาท (476 ล้านดอลลาร์) แต่ต้นทุนการผลิต รวมงบการตลาดอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 22,750 ล้านบาท (700 ล้านดอลลาร์)
ถ้าผู้บริหารของ Apple ต้องการหลักฐานอื่นๆ ที่บอกว่า เงินหนาไม่ใช่ปัจจัยรับประกันความสําเร็จพวกเขาก็ไม่ต้องหาที่ไหนไกล เพราะสัปดาห์ที่แล้วหนังเรื่อง Megalopolis ผลงานจาก Passion ของ Francis Ford Coppola ซึ่งก่อนสร้างถูกปฏิเสธจากสตูดิโอจำนวนมากลงโรง รายได้ทั่วประเทศทำได้เพียง 130 ล้านบาท (4 ล้านดอลลาร์) จากทุนสร้าง 3,900 ล้านบาท (120 ล้านดอลลาร์)
ทั้งนี้ Apple เริ่มปรับพอร์ตโฟลิโอแล้ว โดยสตูดิโอกําลังผลิตหนังเกี่ยวกับฟอร์มูล่าวัน ทุนสร้าง 200 ล้านดอลลาร์นําแสดงโดย Brad Pitt รวมถึงให้ไฟเขียวหนังระทึกขวัญเรื่อง "The Lost Bus" ของ Paul Greengrass ซึ่งมี Matthew McConaughey เป็นดารานํา
ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ใน Pipeline เช่น หนังตลกแนว Dark Comedy เรื่อง "Outcome" นําแสดงโดย Keanu Reeves, Cameron Diaz และ Jonah Hill มีหนังชีวประวัติของ Little Richard ผลิตโดย Imagine Entertainment ของ Ron Howard และ Brian Grazer และสารคดีเกี่ยวกับนักแข่งรถสูตร 1 ลูอิส แฮมิลตัน คาดว่าจะออกฉายพร้อมกับหนังของ Pitt ในปี 2025
นักสังเกตการณ์ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวในวงการภาพยนตร์สตรีมมิ่งยังคงรวดเร็วและรุนแรงอย่างน่าจับตามองต่อไปอีกหลายปี