ตลาดเบียร์ในบ้านเราถูกคอรบครองด้วย Lager Beer มาตลอด แต่ที่ผ่านมาสังคมของคนกินเบียร์เริ่มมีความรู้มากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือทำให้ตลาดคราฟท์เบียร์ค่อยๆ สอดแทรกเข้ามาในตลาดได้บ้าง แต่ถ้าคิดเป็นปริมาณหรือเปอร์เซ็นต์ก็น้อยมากอยู่ดี กล่าวคือจากมูลค่าของตลาดรวมประมาณ 270,000 ล้านบาท จะมีตัวเลขของตลาดคราฟท์เบียร์ประมาณ 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.5 -1% เท่านั้น
แต่ถ้านับรวมไปกับร้านอาหาร ประภาวี เหมทัศน์ เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านค้าที่จำหน่ายคราฟท์เบียร์กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ มีแบรนด์คราฟท์เบียร์นำเข้ามากกว่า 1,000 แบรนด์ และมีผู้ผลิตฯ ในประเทศมากกว่า 200 ราย อุตสาหกรรมนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5,000 ล้านบาท มีการจ้างงานนับหมื่นราย
“แต่ในฐานะสมาคมฯ เรามองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ยังเป็นภาคส่วนที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ถือเป็นกลุ่มใหญ่กว่า 90% ของอุตสาหกรรม หลายธุรกิจต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและกฎหมาย แอลกอฮอลล์ ปัจจุบันซึ่งสมาคมฯ มีภารกิจในการส่งเสริมการเติบโตและสนับสนุนองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ไทย อาทิ จัดการอบรมให้ความรู้การร่วมงานกับองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการผลักดันการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์มีบทบาทในเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น”

ประภาวี อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่ทำให้ตลาดคราฟท์เบียร์มีการเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็นในปีนี้มาจากภาคเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากราคาขายของคราฟท์เบียร์โดยเฉลี่ยแล้วจะสูงกว่า Lager Beer ซึ่งร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีเบียร์ให้ลูกค้าเลือกทั้ง 2 ชนิดอยู่แล้ว
“อย่างที่บอกว่าร้านเล็กร้านน้อยส่วนใหญ่จะมีคราฟท์เบียร์เป็นเบียร์ตัวเลือก ซึ่งตอนนี้ตลาดคราฟท์เบียร์เรียกว่าเรากำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลําบาก เพราะว่าผู้เล่นเข้ามาเยอะตัวเลือกที่เป็นรายย่อยเยอะขึ้นแต่ตลาดคราฟท์เบียร์ไม่โต เพราะผู้บริโภคยังมองว่าคราฟท์เบียร์เป็นของฟุ่มเฟือย ถ้าคนจะตัดเขาตัดคราฟท์เบียร์ก่อน เขาไปซื้อเบียร์ที่ราคาถูกกว่า ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีผู้บริโภคก็กลับไปกินร้าน Lager Beer มากขึ้น”
เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมให้ฟังว่า คราฟท์เบียร์ปัจจุบันมีราคาขายเฉลี่ยแก้วละประมาณ 200-250 บาท สำหรับนั่งกินในร้าน เพราะฉะนั้นถ้ารวมค่าอาหารจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 500-700 บาท ทำให้หลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมมาดื่มน้อยลง เช่น สั่งอาหารมากินอาหาร และกินคราฟท์เบียร์ 1 แก้วแล้วกลับบ้าน ไม่ได้กินหลายแก้ว หรือบางคนก็เปลี่ยนไปกินเบียร์ทั่วไป

เพื่อกระตุ้นตลาดให้มีสีสัน ล่าสุดทางสมาคมฯ ได้ประกาศจัด งานสัปดาห์คราฟท์เบียร์ไทย 2567 (Thailand Craft Beer Week 2024 หรือ TCBW 2024) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด "Local Craft, Local Spirit: ทุกพื้นที่มีสปิริต ทุกชีวิตมีเรื่องเล่า"เพื่อนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวในสไตล์กินดื่มแบบ Café Hopping ผ่านเรื่องราวของอาหารและเครื่องดื่มที่แตกต่างไปในแต่ละจังหวัด
“การจัดงาน Thailand Craft Beer Week ถือเป็นมากกว่ากิจกรรมประจำปี เราต้องการสร้างเวทีและเป็นกระบอกเสียง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เรือธงของเหล่าผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ไทยออกสู่ตลาดในวงกว้างสร้างการยอมรับระดับสากล ไม่ต่างจากอาชีพเชฟ ทางสมาคมฯ หวังว่าเทศกาลฯ ที่จัดขึ้นจะเป็นตัวชี้วัดการเติบโตของอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ไทยและเป็นพื้นที่ให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภคได้ร่วมกันเฉลิมฉลองคุณภาพและความเข้มแข็งของชุมชนคราฟท์เบียร์ไปด้วยกัน”

นิธิวดี สมบูรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “สสว.เป็นหน่วยงานส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ MSME ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับว่าธุรกิจในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมล้วนมีการแข่งขันสูง สสว.จึงให้ความสำคัญต่อการเร่งสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ อาทิ การพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการ การยกระดับทักษะแรงงานสมัยใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนามาตรฐานการผลิต รวมไปถึงการเข้าถึงช่องทางการตลาดสมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมที่มีผลต่อเศรษฐกิจในระดับชุมชนอีกด้วย
การจัดงาน TCBW 2024 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ให้มีพื้นที่ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ ผสานความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมการผลิตเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม สู่การรับรู้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายตลาดได้เป็นอย่างดี นำมาสู่ความสำเร็จของ SME ไทยอย่างยั่งยืน ตามแนวคิดที่ว่า “สสว. เคียงข้าง SME คู่คิดที่ดีผู้ประกอบการไทย” ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
