สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกในวงการแฟชั่น ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญกับงาน WWD x SIAM PIWAT Global Fashion Spotlight ที่รวบรวมเหล่าดีไซเนอร์และผู้นำแฟชั่นระดับโลกมาร่วมแบ่งปันอินไซด์แบบเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้ธีม SOUTHEAST ASIA – LUXURY’S NEW FUTURE เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการเสวนาจากดีไซเนอร์ระดับแนวหน้า ได้แก่ วรรณศิริ คงมั่น ผู้ร่วมก่อตั้งและ Co-Creative Director ของ BOYY แบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล, ลี ซาง บอง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชื่อดัง LIE SANG BONG จากเกาหลีใต้, และ Octo Cheung Yan Yu รองประธานจาก Shanghai Tang แบรนด์แฟชั่นลักซ์ซูรี่จากฮ่องกง ซึ่งทั้งสามท่านได้แชร์ประสบการณ์และอินไซด์สุดพิเศษในเวทีเสวนา "Building Brands for a Global Consumer" เจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์แฟชั่นที่สามารถเติบโตและครองใจผู้บริโภคในตลาดโลก ซึ่งงานนี้ถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทั้งผู้นำในอุตสาหกรรมและดีไซเนอร์ชาวไทยได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ จากระดับสากล
WWD x SIAM PIWAT GLOBAL FASHION SPOTLIGHT เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้นำแฟชั่นและ Luxury Retail ของอุตสาหกรรมแฟชั่นและลักซ์ซูรี่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ Women's Wear Daily (WWD) สื่อที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “คัมภีร์แห่งวงการแฟชั่น” รวมทั้งพันธมิตรธนาคารกสิกรไทย และเอสซี แอสเสท

“ตลอดเวลา 40 ปีที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์เป็นผู้นำในการยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ด้วยวิสัยทัศน์แต่แรกเริ่มที่จะพัฒนาแบรนด์ไทยและดีไซเนอร์ไทยให้มีความรู้ความสามารถและสร้างธุรกิจเป็นของตนเองได้อย่างแข็งแกร่ง เราได้ขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือกับองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และจัดเวทีในการแสดงผลงานรวมทั้งพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้าในศูนย์การค้าของเราให้เกิดระบบนิเวศของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยอย่างครบวงจรได้สำเร็จ สามารถแจ้งเกิดแบรนด์ไทยชั้นนำตั้งแต่ดีไซเนอร์ไทยระดับบนจนถึง Young Designer หลายร้อยแบรนด์ ” คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ กล่าว
ภายในงาน WWD x SIAM PIWAT GLOBAL FASHION SPOTLIGHT มีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจมากมาย ซึ่ง BrandAge Online จะขอหยิบหัวข้อ “Building Brands for a Global Consumer” เจาะลึกแนวคิดการสร้างแบรนด์เพื่อเจาะตลาดแฟชั่นระดับโลก ร่วมพูดคุยกับดีไซเนอร์ชาวเอเชียที่เติบโตไปไกลระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น คุณวรรณศิริ คงมั่น ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ BOYY ร่วมด้วย ลี ซาง บอง (Lie Sang Bong) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ LIE SANGBONG พ่วงตำแหน่งประธานสภาแฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกของเกาหลี และ Octo Cheung Yan Yu, Vice President จาก Shanghai Tang

กว่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็น Luxury Brand ว่ายากแล้ว ก้าวต่อไปอย่างการเป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลกถือว่ายากกว่า แต่สำหรับแบรนด์กระเป๋าฝีมือคนไทย “BOYY” นั้นต่างออกไป คุณวรรณศิริ เล่าว่าตนเริ่มปั้น BOYY ร่วมกับสามีเมื่อปี 2005 และเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกที่นิวยอร์กในปี 2006 จึงจะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นของ BOYY ต่างจากแบรนด์ใหม่ ๆ ในปัจจุบัน เพราะยังไม่ใช่ยุคที่โซเชียลมีเดียถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ยังไม่มี Influencer ช่วยโปรโมทแบรนด์ BOYY จึงเป็นที่รู้จักได้เพราะลูกค้าแนะนำกันปากต่อปาก จนตอนนี้กระเป๋าของ BOYY ได้ปรากฏตัวตาม Fashion Week ดัง ๆ แทบจะทั่วโลก
“ตอนนั้นเราเป็นแบรนด์อิสระ (Independent Brand) ไม่กี่เจ้าในนิวยอร์ก ตามด้วยวางจำหน่ายหน้าร้านแฟชั่นในยุโรป และค่อย ๆ ได้รับความสนใจมากขึ้น เราหาช่องทางใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มตัวตนให้กับแบรนด์ตลอดเวลา ต่อมาตัดสินใจเปิดร้านแห่งแรกที่กรุงเทพฯ ในปี 2010 นั่นทำให้เราสามารถเล่าเรื่องของแบรนด์ให้ทุกคนได้ฟังอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเรามาก เพราะ BOYY เป็น Luxury Brand ที่ถือว่าอายุน้อย ยังมีแบรนด์เก่าแก่อีกมากมายที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์มาก”
ในขณะที่ ลี ซาง บอง มีจุดเริ่มต้นที่บ้านเกิดอย่างเกาหลีใต้ จังหวะเปิดตัวแบรนด์ LIE SANGBONG ไม่ค่อยดีเพราะประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้แบรนด์ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับในช่วงแรก ๆ

“ตอนนั้นแบรนด์ของเราเริ่มเป็นที่รู้จักจากการสั่งซื้อสินค้า บ้างก็มีคนเจอสินค้าของเราจาก Fashion Week ซึ่งสมัยนั้นมีดีไซเนอร์จากญี่ปุ่นและเกาหลีไม่กี่คน ที่มีโอกาสส่งผลิตภัณฑ์แบรนด์ตัวเองไปแสดงบนเวทีโลก ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ มีดีไซเนอร์เอเชียมากมายมีบทบาทต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นโลก และเรามองว่าการจัดงาน WWD x SIAM PIWAT GLOBAL FASHION SPOTLIGHT ครั้งนี้สำคัญต่อการยกระดับวงการแฟชั่นเอเชียให้ไปสู่สายตาชาวโลก”
ส่วน Shanghai Tang เป็น Luxury Brand ที่มีจุดเริ่มต้นที่ฮ่องกง และเปิด Flagship Store ที่นิวยอร์กในปี 1997 แม้จะขยายสาขาไปยังโลกตะวันตก แต่แบรนด์ก็สามารถคงจุดยืนที่ชัดเจนคือ “ไม่ละทิ้งความงามแบบเอเชีย” ตลอด 30 กว่าปีตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ จึงจะเห็นได้ว่าสินค้าทุกชิ้นของ Shanghai Tang จะมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียออกมาไม่มากก็น้อย ซึ่งความแน่วแน่ในจุดยืนนี่เองที่เป็นเสน่ห์ของ Luxury Brand ทำให้ลูกค้าตกหลุมรักแบรนด์ได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคก็เปลี่ยนตาม แต่ที่ไม่เปลี่ยนเลยก็คือการที่คนให้ความสนใจกับข้าวของเครื่องใช้ที่เหล่าคนดังหยิบมาใช้ หากศิลปินที่ตนชื่นชอบซื้อกระเป๋าแบรนด์ A มาใช้ เราก็ต้องซื้ออะไรสักอย่างจากแบรนด์ A มาใช้ด้วยเช่นกัน อย่างตอนที่ลิซ่า (LISA) สะพายกระเป๋าของ BOYY ในงาน F1 เหล่าแฟนคลับก็แห่กันสั่งซื้อมาใช้ตาม ซึ่งเป็น Surprised Case ที่ทำให้ BOYY เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
“จริง ๆ เราแอบภาวนาอยู่ทุกวัน ให้ลิซ่าหยิบกระเป๋าแบรนด์เรามาใช้ (หัวเราะ) ตอนนั้นคุณแนนที่เป็นสไตลิสต์เอากระเป๋าของ BOYY ให้ลิซ่าสะพายในงาน F1 ซึ่งเราไม่รู้ว่างานนี้เป็นงานสำคัญระดับโลก หลังจากนั้นก็มีข้อความเด้งเข้ามาเต็มมือถือว่ามีออเดอร์สั่งซื้อคอลเลกชันที่ลิซ่าใช้จากงาน F1 เยอะมาก จน SOLD OUT ไปเลย” คุณวรรณศิริ เสริม

แต่จังหวะทองที่ BOYY เจอ ใช่ว่าทุกแบรนด์จะมีโอกาสได้เจอเช่นกัน สิ่งที่ทำได้คือสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ คุณวรรณศิริแนะนำว่าต้องบาลานซ์คอนเทนต์ และควบคุมช่องทางสื่อสารของตัวเองได้ เพราะเราไม่สามารถ Control สื่ออื่น ๆ นอกจากเพจของเราได้ ทำให้ BOYY ไม่ใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมทแบรนด์จนเกินความจำเป็น ไม่ค่อยใช้ Influencers โฆษณาแบรนด์ เพราะอยากร่วมงานกับคนที่รักแบรนด์จริง ๆ ดังนั้นตัวเลข Followers จึงไม่ค่อยสำคัญสำหรับ BOYY เท่าไหร่
ฝั่งของลี ซาง บอง เผยว่าตอนนี้ LIE SANGBONG ไม่ค่อยใช้ Influencers โปรโมทแบรนด์ใน SNS แต่เขาคิดว่า SNS ก็เป็นช่องทางการสร้างแบรนด์ที่ดีสำหรับแบรนด์ใหม่ ๆ เช่นกัน ในขณะที่ Octo Cheung Yan Yu จาก Shanghai Tang มองว่าการใช้ Influencers ช่วยโปรโมทแบรนด์เป็นการเพิ่มแสงให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่ง Shanghai Tang ลงภาพ Influencers ค่อนข้างเยอะใน Instagram จะสังเกตได้ว่าแบรนด์ต่าง ๆ มีวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วแต่ว่าอยากให้แบรนด์เติบโตไปในทิศทางใด
แน่นอนว่าทิศทางการเติบโตของแบรนด์ขึ้นอยู่กับ “เงินทุน” ด้วยเช่นกัน

คุณวรรณศิริ เล่าว่า “BOYY ยังคงใช้เงินทุนของตัวเองตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน คิดว่าพอเราเติบโตในระดับหนึ่ง ถ้าอยากมีรายได้มากขึ้น ก็ต้องเพิ่มจำนวนสาขาให้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามลดส่วนที่เป็น Wholesale แทนที่ด้วย Retail เปิดช็อปเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า เราเชื่อว่าช็อปจะทำให้ลูกค้ารู้จักตัวตนของแบรนด์มากขึ้น และยังดึงดูดนักลงทุนที่เข้าใจแบรนด์เรา แต่ก็ต้องศึกษาก่อนว่านักลงทุนที่เข้าหาเราเป็นคนอย่างไร ซึ่งหลายครั้งมีนักลงทุนเข้ามาลงทุน และจี้จะเอากำไรภายในไม่กี่ปี ซึ่งมันบีบให้เราเติบโตในแบบที่เราต้องการไม่ได้”
ทางลี ซาง บอง ก็เจอสถานการณ์คล้าย ๆ กัน “เราประสบความสำเร็จจากโชว์ที่ปารีสก็จริง แต่หากถามว่าอยากรับการซัพพอร์ตเงินทุนจากต่างประเทศหรือไม่ ต้องบอกก่อนว่าเราไม่เคยรับทุนจากใครเลย เพราะเมื่อรับเงินจากคนนอกจะทำให้ความสร้างสรรค์ของเรามีขีดจำกัด เป็นตัวของตัวเองได้ไม่เต็มที่ สมมติช่วงที่มีความยุ่งยากในการออกแบบ ถ้านักลงทุนภายนอกเข้ามาก็อาจจะทำให้แบรนด์หลุดจากตัวตนที่ตั้งไว้ เรายังไม่อยากอยู่ภายใต้การควบคุมของใคร”
อีกเคสที่น่าสนใจคือ Shanghai Tang แบรนด์ลักชูที่ขายตั้งแต่ของใช้ในบ้านยันสินค้าแฟชั่น มีการปรับตัวอย่างไร? ในวันที่ต้นทุนสูง การแข่งขันก็ยิ่งสูงเข้าไปใหญ่ “เราเป็น Luxury House แห่งแรก ๆ ในเอเชียซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่พิเศษมาก ในช่วง COVID-19 แพร่ระบาด เราปรับต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ประกอบกับเราได้รับการผลักดันจากเป้าหมายของ CEO คือพา Shanghai Tang ไประดับโลก โดยยังคงทำให้แบรนด์สนุกและสร้างสรรค์ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราจึงก้าวข้ามอุปสรรคและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง” Octo Cheung Yan Yu กล่าว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสารตั้งต้นที่สำคัญต่อการสร้างแบรนด์คือ “ตัวตนของแบรนด์” หากไร้ความแน่วแน่ในอุดมการณ์ของตนเอง ถูกกลืนด้วยความไม่แน่นอนของแฟชั่น ก็จะไม่สามารถสร้างความแตกต่างในท้องตลาดได้ ซึ่งทั้ง 3 Luxury Brand สามารถคงความเป็นตัวเองได้แม้จะผ่านมานานนับสิบปี และผลลัพธ์ของการอดทนไม่ตามกระแส คือฐานลูกค้าหนาแน่นที่มอบความไว้วางใจในคุณภาพของแบรนด์ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น แน่นอนว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่แบรนด์ยังมีจุดยืนมั่นคง