จังหวัดภูเก็ตปรับแผนพัฒนาภูเก็ตครบวงจรแบบ 360 องศา ปูพรมครบเครื่องทั้งแผนพัฒนา ‘Transportation + City’ ลดปัญหาการจราจรด้วยรถ EV ปรับโฉมท่าเรืออ่าวฉลองเป็น Smart Pier และเป็นท่าเรือที่ปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ใช้บริการ พร้อมพัฒนาสวนสาธารณะกลางเมือง และชู “ความเป็นตัวตน” ของภูเก็ต พร้อมตั้งเป้าเพิ่มรายได้ครึ่งปีหลังจาก 4.2 แสนล้านบาทเป็น 5 แสนล้านบาท และมุ่งเจาะตลาดนักท่องเที่ยวระดับคุณภาพ
ภูเก็ต: Big Name, Small Budget
ชื่อชั้นของ ภูเก็ต ที่ติดอันดับ World Destination มานาน ด้วยจุดขาย Sea, Sand, Sun ที่คงเส้นคงวามาด้วยกันเป็นทศวรรษจนปัจจุบันนี้ ทว่า ในความสวยงามและเกียรติภูมิที่ได้รับการเชิดชูนั้นก็ยังมี Pain Point ที่ภูเก็ตยังไม่สามารถออกจากวังวนนี้ได้ โดยเฉพาะ
1) งบประมาณที่ได้รับและเหลือสุทธิสำหรับการบริหาร/พัฒนาจังหวัดต่อปีเพียง 85 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากการจัดสรรงบพัฒนาจังหวัดที่อิงกับจำนวนตัวเลขประชากร และภูเก็ตมีประชากรในระบบเพียง 4 แสนกว่าราย ขณะที่ประชากรแฝงมีกว่า 1 ล้านคน และโดยเฉลี่ยภูเก็ตจะมีประชากรหมุนเวียน1.3 – 2 ล้านคน ขณะที่รับงบประมาณจากส่วนกลางในอัตราของประชากร 4 แสนคน
2) ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ถนนเข้าเมืองที่มีเพียงเส้นทางเดียว, การขาดเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมต่อจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆในภาคใต้ ฯลฯ แต่มิได้รับการเหลียวแลหรือส่งเสริมจากส่วนกลางเท่าที่ควร เพื่อทำให้ภูเก็ตเป็น World Destination อย่างสมศักดิ์ศรี และยกระดับคุณภาพชีวิตเป็นเมืองน่าอยู่ของชาวภูเก็ต ตลอดจนคนไทยและนักท่องเที่ยว
3) ปัญหารายได้ ทั้งที่ภูเก็ตมีธุรกิจใหญ่ๆ ระดับ Big Name ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในจังหวัดมากมาย แต่ธุรกิจเหล่านี้ก็ล้วนส่งภาษีกลับส่วนกลางตามที่อยู่ของสำนักงานใหญ่

แผนพัฒนาจังหวัด ‘Transportation + City’
จากเทศกาล “ถือศีลกินผัก” ทุกปีของภูเก็ตที่ทำให้จังหวัดนี้ครองพื้นที่สื่อทั้งไทยและต่างประเทศในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของภูเก็ต และความท้าทายที่ภูเก็ตต้องเผชิญเช่นกัน
ทว่า การปรับแผนพัฒนาจังหวัดภูเก็ตของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) ซึ่งนำโดย นายเรวัต อารีรอบ นายกอบจ.ภูเก็ต ได้ปรับแผนพัฒนาภูเก็ตเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน และเพื่อให้ “ตนจึงเป็นที่พึ่งแห่งตน” ด้วยฐานรายได้จากภาษีท้องถิ่นที่ได้จากธุรกิจที่จดทะเบียนในจังหวัดภูเก็ต และรายได้จากธุรกิจโรงแรมสัดส่วน 1% ซึ่งทำให้จังหวัดมีรายได้กว่า 300 ล้านบาท เพื่อผลักดันศักยภาพที่หลากหลายของจังหวัดให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับคุณภาพ สามารถเพิ่มการใช้จ่ายต่อคน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้ ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การขนส่ง และศูนย์กลางการบินของภูมิภาค พร้อมส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งชายฝั่งทะเลอันดามัน
นายเรวัตเปิดเผยถึงแผนพัฒนาจังหวัดว่า “อบจ.ภูเก็ตมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวแบบครบวงจร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนภูเก็ตและนักท่องเที่ยวในขณะเดียวกันด้วย”

ทั้งนี้ แผนพัฒนาจังหวัดภูเก็ต ของ อบจ.ภูเก็ตประกอบด้วย
1) แผนพัฒนาการคมนาคม/ขนส่ง ด้วย 2 แผนสำคัญ ได้แก่ - โครงการรถ EV แผนการพลิกโฉมการขนส่ง เพื่อแก้ ปัญหารถติดสะสมในตัวเมืองที่มีปัญหาไม่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ด้วยโครงการนำรถ EV จำนวน 24 คัน มาใช้แทน “รถโพถ้อง” (รถกระบะสองแถวสีชมพู ต่อส่วนโดยสารด้วยไม้) ของ อบจ.ภูเก็ตที่ให้บริการมานานกว่า 10 ปี โดยให้บริการใน ‘3 + 1 เส้นทาง’ ได้แก่ สายที่ 1 สายสีเหลือง เริ่มต้นที่สะพานหิน ไปสิ้นสุดที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลภูเก็ต ระยะทาง 11 กม. สายที่ 2 สายสีแดง ท่าเรืออ่าวฉลอง-ห้างซุปเปอร์ซีป ระยะทาง 18 กม. สายที่ 3 สายสีเขียว ท่าเทียบเรือรัษฎา-สวนน้ำอันดามันดา ระยะทาง 10.5 กม. และบวกอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทางสนามบิน- หาดราไวย์ รวมระยะทางประมาณ 47 กม. ทั้งนี้ อบจ.ภูเก็ตได้ปรับเส้นทางเดินรถให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ท่าเรือ โรงเรียน ชุมชน ย่านการค้า ย่านเมืองเก่ามากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ทั้งคนภูเก็ต นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ โดยรถโดยสาร 1 คันรองรับผู้โดยสารได้ 21 คน พร้อมตั้งเป้าทดลองวิ่งต้นธันวาคม 2567 และให้บริการฟรีสำหรับเด็ก นักเรียน และคนชรา เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วย
- โครงการ Smart Pier แผนการพัฒนาและปรับปรุงท่าเทียบเรือที่อยู่ในการดูแลของ อบจ.ภูเก็ต โดยได้พัฒนาท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต และทาง อบจ.ภูเก็ตเป็นผู้บริหารจัดการเอง โดยจะยกระดับเป็นท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลของผู้ประกอบการ เรือโดยสาร ผู้โดยสาร เวลาเข้าออกของรถ/เรือที่เข้ามาที่ท่าเรือ การคัดกรองผู้โดยสารด้วย AI การจัดระเบียบการจราจรบนสะพาน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ เพื่อความพร้อมรองรับการท่องเที่ยวทางทะเลของภูเก็ตมากที่สุด
2) แผนพัฒนาเมือง ได้แก่- การพัฒนา โครงการสวนสาธารณะ เพื่อสร้างปอดแห่งใหม่ แหล่งสันทนาการและสถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ของชาวภูเก็ตบนพื้นที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ตเดิม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครภูเก็ต บนพื้นที่ 33 ไร่ ด้วยงบประมาณ 169.5 ล้านบาท พร้อมด้วยที่จอดรถยนต์อีก 300 คัน รองรับรถยนต์ของผู้ที่มาออกกำลังกายและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มาท่องเที่ยวยังย่านเมืองเก่าภูเก็ต และเชื่อมโยงกับบริบทพื้นที่สีเขียวโดยรอบให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมือง
- สมทบทุนสร้าง ศูนย์โรคหัวใจ อบจ.ภูเก็ต ได้ร่วมบริจาคเงิน 30 ล้านบาท สมทบทุนของ โรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ตที่มี 24 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์โรคหัวใจให้กับโรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ต ตามโครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์โรคหัวใจ จังหวัดภูเก็ต เพื่อใช้ในการจัดหาครุภัณฑ์และวัสดุทางการแพทย์ พัฒนาศักยภาพในการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยมีแนวคิดเบื้องหลังของนายเรวัตที่ต้องการสร้างศูนย์โรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคเฉพาะทางให้จังหวัดภูเก็ตมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถให้บริการกับคนภูเก็ตและนักท่องเที่ยวได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องส่งตัวข้ามจังหวัด ซึ่งจะเป็นประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลของรัฐ และช่วยชีวิตผู้ป่วยได้

ตั้งเป้าพิชิต 5 แสนล้านช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับเป้าหมายในปีนี้ นายเรวัต กล่าวว่า ด้วยจุดแข็งและศักยภาพที่ภูเก็ตมีนับแต่ประวัติศาสตร์อันยาวนานนับศตวรรษ ความเป็นภูเก็ตที่บ่มเพาะและส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมย่านเมืองเก่าภูเก็ต (Phuket Old Town) การชิมอาหารพื้นถิ่น และการสัมผัสกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของภูเก็ต ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักภูเก็ตในแง่มุมที่แตกต่างออกไปที่มิได้มีเพียงแค่ Sea, Sand, Sun แต่ยังมี City ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกด้วย และด้วยแผนการพัฒนาจังหวัดของ อบจ. เราตั้งเป้าว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะสามารถทำรายได้ได้ 5 แสนล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำรายได้ 4.2 แสนล้านบาท และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาภายในปีนี้ประมาณ 3 แสนคน ทั้งนี้เป็นการประเมินจากการจองเที่ยวบินเข้าจังหวัด และเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีประมาณ 2 แสนคนและเพิ่มจากปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงโควิดประมาณ 6 เท่าตัว โดยในจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ตนั้นเป็นคนไทย 30%