ปัจจุบันโซดาสิงห์มีส่วนแบ่งในตลาดโซดาประมาณ 91-92% จากมูลค่าตลาดประมาณ 500 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมาก และเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ประกอบการ
แต่จุดอ่อนของการเป็นแบรนด์ที่โดมิเนทตลาดเพียงรายเดียวนั้นก็คือเวลาที่ตลาดหดตัวหรือซบเซาลง การเมนเทนตลาดให้กลับมาเหมือนเดิมนั้นก็เรียกว่าแทบจะต้องออกแรงคนเดียว เหมือนกับที่โซดาสิงห์กำลังเผชิญอยู่ใน ตอนนี้
เนื่องจากโซดาในประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม Non-alcohol ที่เรารับรู้ว่านิยมดื่มเป็นมิกซ์เซอร์มาตลอด ดังนั้นสินค้าที่มีอิทธิพลอย่างมากก็คือเหล้าสี ไม่ว่าจะเป็นวิสกี้, บรั่นดี ซึ่งจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่ลากมายาวนานก็ทำให้ปีนี้ตลาดเหล้าสีหดตัวลงกว่า 10%
เมื่อตลาดวิสกี้ซึม ตลาดโซดาก็เศร้าตามไปด้วย
แล้วโซดาสิงห์ในฐานะเจ้าตลาดหาทางออกอย่างไรกับเคสนี้
ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า จริงๆ ปีนี้ตลาดโซดาเติบโตลดลง เนื่องจากเกิน 50% ของคนที่บริโภคโซดาคือบริโภคกับเหล้าสี ซึ่งตลาดของเหล้าสีปีนี้ลดลงกว่า 10% แต่ตลาดโซดาจะลดลงประมาณ 5% ไม่เท่ากับเหล้าสี เนื่องจากจะมีบางส่วนที่ดื่มเปล่าๆ หรือว่าไปผสมชงอย่างอื่นที่ไม่ใช่เหล้าสี
“เป้าหมายของโซดาสิงห์ในปีนี้ จริงๆ เราไม่ได้หวังว่าจะต้องโตไปกว่านี้ แต่ขอให้เมนเทนส่วนแบ่งไม่ให้ลงไปต่ำกว่า 90% พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การบริโภคเหล้าสีส่วนใหญ่จะเป็นการดื่มในร้านอาหาร ผับ หรือออน พรีมิส ซึ่งมักจะไปกับเพื่อนแบบสังสรรค์ และจะนิยมเปิดขวดเหล้าสีเป็นหลัก ส่วนที่ 2 คือถ้าเกิดว่าการบริโภคนอกบ้านมันน้อยลง คนก็จะกลับมาบริโภคในบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้ดื่มเยอะเหมือนนอกบ้านก็จะเลือกบริโภคเครืองดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น เช่น เบียร์แทน”

ธิติพร อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโซดาสิงห์พยายามจะสร้างตลาดใหม่ โดยแนะนำให้ผู้บริโภคหันมาดื่มโซดากับเครื่องดื่มทั่วไป ไม่จำเป็นต้องดื่มกับเหล่าสีอย่างเดียว
“เราพยายามเข้าไปทำกิจกรรมกับกลุ่ม Mixologist ให้พยายามแนะนำเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์แต่ดื่มง่ายๆ สามารถกลับไปลองทำได้ที่บ้าน นอกเหนือจากการเจาะตลาดเหล้าสีที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก นอกจากนี้เราก็ยังมีเข้าไปจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต หรือกีฬา เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์
แบรนด์เป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจระยะยาว แม้ว่าเราจะมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 90% เราก็หยุด สร้างแบรนด์ไม่ได้”
ล่าสุด โซดาสิงห์ก็มีการจับมือกับแบรนด์ตำนานอย่าง Harley Davidson เปิดตัวแคมเปญ “ซ่าให้สุดทาง” เพื่อออกโซดารุ่น Limited ถือเป็นครั้งแรกของเอเชียที่ Harley Davidson ทำ Collaboration กับแบรนด์เครื่องดื่ม
ธิติพร เล่าถึงเบื้องหลังความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการเจรจากว่าจะมาเป็นโซดารุ่นพิเศษดังกล่าว
"Harley Davidson เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก การได้ร่วมงานกันเป็นสิ่งที่สิงห์ต้องการ ที่ผ่านมาแบรนด์ที่เราอยากร่วมมือมากสุด คือ Harley Davidson เพราะว่าเป็นตำนานทั้งคู่และเท่เหมือนกัน"

ธิติพร ยังอธิบายถึงความซ่าของแบรนด์ที่ถูกใช้ในการสื่อสารมาตลอดว่า โซดาสิงห์มีความซ่าอยู่ 2 แบบ
ซ่าแบบแรกเป็นเรื่องของโปรดักต์ที่โซดาสิงห์จซ่ากว่าแบรนด์อื่นๆ ที่สำคัญคือซ่านานกว่า ส่วนซ่าแบบที่ 2 จะเป็นเรื่องของทัศนคติ หรือการที่คิดจะทำอะไรแล้วต้องไปแบบสุดทาง
“Harley Davidson ผมว่าเป็นแบรนด์ในฝันของผู้ชายที่รักมอเตอร์ไซค์ คือวันหนึ่งต้องมีให้ได้ เพราะฉะนั้นแคมเปญนี้เราออกมาเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายเดิมที่กินโซดาสิงห์อยู่แล้ว แต่เน้นไปที่กลุ่ม Biker และคนรุ่นใหม่เป็นหลัก ก่อนหน้าเนี้ยโซดาสิงห์เคยทำ Collaboration เป็นแคมเปญร่วมกับกล้อง Leica ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทำกับแบรนด์รถจักรยานยนต์ เวลาเราเลือกแบรนด์ เราเลือกที่ตรงกับเรา Harley Davidson มีความเป็นตำนาน และยังมีความพรีเมียมที่เสริมภาพลักษณ์ซึ่งกันและกัน
คำว่าพรีเมียม ผมว่ามันไม่จำเป็นว่าจะต้องดูแพง อย่างโซดาสิงห์ก็ต้องบอกว่าคาแร็กเตอร์ของ แบรนด์มันดูพรีเมียม ดูเท่ แต่ว่าเราขายปลีก 10 บาท เพราะฉะนั้นผมอยากจะบอกว่า การที่แบรนด์แข็ง แรงไม่จำเป็นว่าจะต้องขายของที่มีราคาสูงเสมอไป แต่ต้องดูที่ DNA ของแบรนด์”
ส่วนรายละเอียดของแคมเปญ “ซ่าให้สุดทาง” จะมีความพิเศษมากมายทั้งในส่วนของ ฉลากพิเศษ “โซดาสิงห์ x Harley Davidson” และของรางวัลพิเศษ ทั้ง Gift Set และเสื้อออฟฟิเชียลคอลเลคชั่นจำนวนจำกัด ที่ส่งตรงจาก Harley Davidson ประเทศสหรัฐอเมริกา
รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมโรดโชว์ที่จะเดินทางไปยังจังหวัดภูเก็ต, พิษณุโลก, นครราชสีมา, เชียงใหม่ และปิดท้ายที่จังหวัดเชียงราย กับงาน Asia Harley Days(TM) ที่จะจัดคู่กับคอนเสิร์ต Singha Soda Music Concert 2024 ที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย
ทั้งนี้ กลยุทธ์ Collaboration ของโซดาสิงห์เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ผู้บริโภครอคอยทุกปีว่าจะร่วมมือกับใคร หรือแบรนด์ใดครีเอทสิ่งใหม่ๆ ให้กับตลาดและผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมามีพันธมิตรหลากหลายสไตล์ เช่น ALEX FACE ศิลปินไทยผู้สร้างผลงานกราฟิตี้ดังไกลทั่วโลก, "มิสเตอร์การ์ตูน" (Mr.Cartoon) ศิลปินช่างสักระดับโลก เจ้าของลายสักที่มีเอกลักษณ์บนตัวศิลปินระดับโลกมากมาย, S.V.S.S. และ Dry Clean Only แบรนด์แฟชั่นสตรีทอาร์ตสัญชาติไทย ฯลฯ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานลงบนฉลากลิมิเต็ด อิดิชั่น ซึ่งล้วนสร้างผลตอบรับและความสำเร็จได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของการขยายตลาดไปต่างประเทศ ธิติพร กล่าวว่า ปัจจุบันโซดาสิงห์กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ แม้ว่าจะเพิ่งเข้าตลาดไปได้ไม่นานก็ตาม
“ตอนนี้ที่เกาหลีใต้ผลตอบรับค่อนข้างดี สินค้าขายดีแบบออร์แกนิค คือดารา นักร้องนิยมดื่มและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ทำให้คนมาลองดื่มตาม ข้อแตกต่างของโซดาสิงห์คือความซ่าที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากแบรนด์ท้องถิ่น และเรามีบรรจุภัณฑ์เป็นขวดแก้ว ในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่เป็นขวดพลาสติก ทำให้ดูพรีเมียมและแตกต่างก็เลยเป็นที่นิยม ตอนนี้เราก็พยายามเริ่มไปทำตลาดมากขึ้น เช่น ไปเป็นสปอนเซอร์งานคอนเสิร์ตต่างๆ
จริงๆ คนเกาหลีนิยมดื่มเหล้าโซจู แต่ว่าตอนนี้มันเริ่มมีกระแสการดื่มแบบไฮบอลมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นโอกาสทางการตลาดของโซดาสิงห์ คือเขาชิมไปสักพักเขาจะรู้ว่ามันซ่านานกว่ายี่ห้ออื่นเยอะ และมันมีรสชาติที่เข้ากับวิสกี้ได้ดี พอความนิยมของไฮบอลสูงขึ้นก็ทำให้โซดาสิงห์ขายดีขึ้น ส่วนประเทศจีนก็ใกล้เคียงกัน คือคนนิยมกินเหล้าขาว แต่หลังๆ ก็เปลี่ยนมากินเหล้าสีมากขึ้น”
