เวลานี้ไม่ว่าใครต่างก็ฟันธงแล้วว่า Ai กำลังพาโลกเราเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งงานสัมมนา AI Thailand Conference 2024 ที่ผ่านมา จัดโดย Insightist และ DGK ยิ่งเป็นการตอกย้ำในเรื่องดังกล่าวภายในงานมีผู้บริหาร และกูรูด้าน AI มากมายมาให้มุมมองกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลก ตลอดจนการรับมือให้เท่าทันจากกระแส AI ในอนาคต

“สิงห์” ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง ทรานส์ฟอร์มทั้งองค์กร-พนักงานเป็นแห่งแรกๆ ของไทย ได้มาแชร์มุมมองและประสบการณ์ในด้าน Business Transformation Through Past, Present And Future โดย วรภัทร ชวนะนิกุล CSO & CFO of BOON RAWD TRADING บอกว่า
การพัฒนาธุรกิจแต่ละยุคมีความท้าทายแตกต่างกันไป เทียบจากยุคก่อนหน้านี้ใช้กลยุทธ์ One Size Fit All. หรือการตลาดสื่อสารแบบหว่านแห พอมีอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดช่องทางการขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ แบรนด์ก็ต้องหายุทธวิธีใหม่ในการคุยเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ถูกกลุ่มตามพฤติกรรมการเสพสื่อ ส่วนด้านการขายก็ได้ก้าวข้ามจากยุค Big Box หรือค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ใช้สเกลในการช่วงชิงกำลังซื้อมาสู่ยุคคอนวีเนียนสโตร์ ตามด้วยอีคอมเมิร์ซ
มาถึงยุคนี้ที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทก็จริง แต่ให้มอง AI คือ Tool แล้วมองตัวเองในฐานะคนใช้งาน AI เป็น Ironman หรือโทนี่ สตาร์ค นำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาได้ถูกจุด เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ควรเลือกใช้อย่างฉลาดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจ เพราะบางอย่างต้องการ Human Touch มากกว่า AI
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ยิ่งนำเทคโนโลยีมาใช้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความได้เปรียบ เพราะในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่า AI จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำธุรกิจไปอีกเยอะ หลังจากโอกาสของวิธีการทำงานใหม่ๆ ได้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ในธุรกิจ FMCG หากนำ Big Data มาประมวลผลด้วย AI ก็สามารถคำนวณดีมานด์ซัพพลายได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น พอมีกำไรมากขึ้นก็นำไปลงทุนอย่างอื่น รวมถึงโอกาสในการคืนกำไรให้ลูกค้ามากขึ้น
แต่ความได้เปรียบเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ายังไม่รีบลงทุนในการเก็บดาต้า ซึ่งสิงห์ลงทุนในเรื่องนี้มานานแล้ว จนวันนี้สามารถนำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายขายนำ AI มาตรวจเช็กการเคลื่อนย้ายสินค้าบนชั้นวางของย้อนหลังและวิเคราะห์พฤติกรรมการจับจ่ายในแต่ละช่วงได้
งาน AI Thailand Conference ยังมี กลกิตติ์ เถลิงนวชาติ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้ง BNI (Thailand) มาร่วมแชร์ความรู้ถึงการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญต้องเริ่มจากผู้นำองค์กรก่อนเป็นอันดับแรก ต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ AI ทดลองใช้ไปเรื่อยๆ จากที่ว่ายากก็จะกลายเป็นความเคยชิน

จากนั้นพาพนักงานไปเรียนด้วย เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรเริ่มจากแผนกแอดมิน อบรม หรือบัญชี เอาแบบที่ใช้ง่ายๆ และจับต้องได้ สุดท้ายถ้าอยากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ผู้นำองค์กรต้องเอาตัวเองไปอยู่กับคนยุคใหม่ พูดง่ายๆ ก็คือหากอยากปรับตัวสู่ยุค AI ก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อม AI นี่เป็นไปตามหลักการของคนญี่ปุ่น ดังนั้นจงศึกษา AI เพื่อเชื่อมโยงกับธุรกิจที่ทำอยู่ เอามาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ช่วยประหยัดเวลา
เขายังทำนายอนาคตใน 5 ปีข้างหน้าอีกว่า AI จะสร้างความเท่าเทียมให้กับธุรกิจทุกขนาด แล้วโอกาสจะเกิดขึ้นกับคนตัวเล็กๆ ที่ฝันอยากทำธุรกิจของตัวเองจะทำได้ง่ายขึ้น ด้วยแอปพลิเคชัน AI ในระบบการทำงานระดับเวิลด์คลาสที่จะถูกคิดค้นขึ้นในราคาที่ทุกคนเข้าถึง ดังนั้น Gap ระหว่างบริษัทใหญ่กับเล็กจะแคบลง ตรงนี้ก็จะช่วยสร้างโอกาสให้คนต่างจังหวัดในการ Scale Up ทุกคนสามารถออกแบบชีวิตให้มีรายได้โดยไม่ต้องทำงานบริษัทอีกต่อไป
สิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกอย่างคือการตลาด Personalization แบบเจาะลึกตามช่วงเวลา สถานที่ รสนิยม เพศ ด้วย Big Data และการประมวลผลของ AI วิเคราะห์ลูกค้าแต่ละคนผ่าน Digital Footprint / พฤติกรรมการจับจ่าย / การเดินทาง จนสามารถมอบโปรโมชั่นหรือข้อเสนอที่โดนใจ
แน่นอนว่า โลกคงไม่หยุดไว้แค่ AI ตราบใดที่โลกยังหมุนไปข้างหน้าตลอดเวลา วรภัทร ชวนะนิกุล CSO & CFO of BOON RAWD TRADING ฝากทักษะ 3 อย่างไปถึงเจ้าของกิจการ ผู้นำองค์กร หรือพนักงานไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจอะไร อย่างแรกจะต้องมี Strategic Mindset ว่าสิ่งที่ทำอยู่ทำเพื่ออะไร เจ๋งกว่าคนอื่นยังไง
สอง ถ้าธุรกิจเริ่มเติบโตถึงจุดๆ หนึ่ง ต้องมีความสามารถจัดการทีมได้ หาจุดอ่อนจุดแข็งของทีม ทำยังไงที่จะพาคนไปในทิศทางอยากให้เป็น เพราะคนในองค์กรมันทำงานคนเดียวไม่ได้ ไม่งั้นมันจะตัน
2 ทักษะนี้จำเป็นในทุกยุคทุกสมัย แต่ทักษะอย่างที่สามนี้จำเป็นอย่างยิ่งในยุค AI นอกจากองค์กรต้องมี Agility และยืดหยุ่นแล้ว ผู้นำและพนักงานต้องเข้าใจเทคโนโลยีพอที่จะเลือกหยิบมาใช้ให้เข้ากับองค์กรเพื่อต่อยอดการเติบโต
ปิดท้ายด้วยข้อคิดจาก กลกิตติ์ เถลิงนวชาติ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้ง BNI (Thailand) ถึงทักษะที่ผู้นำต้องมีนับจากนี้ไป อย่างแรกคือเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองทำ รู้ให้ลึกในสายอาชีพ สอง เปิดตัวเองให้เรียนรู้โลกภายนอก (Outside) แล้วนำมาเชื่อมกับสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ (Inside)
ทักษะต่อมาจำเป็นต้องแยกแยะวิเคราะห์ให้เป็น จากปริมาณดาต้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การตัดสินใจยากขึ้นว่าจะไปทางไหน ดังนั้นทักษะที่ 3 จึงเป็นความกล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะผิดแล้วเปลี่ยนให้ทัน ซึ่งตรงนี้ต้องมีความสามารถในการสื่อสารกับทีมงานด้วย เพื่อโน้มน้าวให้ทีมไปในทิศทางด้วยกัน สุดท้ายอย่าทำงานด้วยตัวเอง แต่จงหาเครือข่ายเพื่อทำ Collaboration ยิ่งเป็นคนตัวเล็กยิ่งต้องหาพันธมิตรที่หลากหลาย เมื่อทำงานร่วมกันจะทำให้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงทันยุคได้รวดเร็วกว่า
ฟังจากกูรูแล้วคงจะพอเห็นภาพยุค AI ว่าเป็นยุคที่เต็มไปด้วยโอกาส และความเป็นไปได้ทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ประตูแห่งโอกาสได้เปิดแล้ว ขอแค่เปิดใจรับและปรับตัวเท่านั้น