พลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า ประเทศไทยยังคงพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภาคเกษตรกรรม การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม และครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีอย่างจำกัด ดังนั้นเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ อีกทั้งเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ใน ค.ศ. 2065

ในขณะที่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศมีอย่างชัดเจน ภาคเอกชนก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ซึ่งมีชื่อย่อในหลักทรัพย์ คือ CKP ถือเป็นหนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง โดยผลการดำเนินงานในปี 2566 ด้านการจัดการพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.0691 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อการผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Thailand Grid) ที่ 0.4999 tCO2e/MWh ถึง 86% และในครึ่งปีแรกของปี 2567 ต่ำกว่า 83% ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าตลอดปี 2567 จะต่ำกว่าค่ากลางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศถึง 87%
ซีเค พาวเวอร์ มีวิสัยทัศน์ในการมุ่งสู่ CKP NET ZERO 2050 จึงมีการพัฒนานวัตกรรมด้านการลดการใช้พลังงาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าและกระบวนการต่างๆ ภายในองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลอดการดำเนินงานในปี 2566 สามารถลดการใช้พลังงานทั้งหมด 5,101 MWh (ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2,051 tCO2e) หรือหากเทียบกับโครงการกรุงเทพฯปิดไฟ หรือ Earth Hour 2024 1 ชั่วโมง เท่ากับ 186 ชั่วโมง และช่วง 6 เดือนแรกในปี 2567 บริษัทลดการใช้พลังงานได้ถึง 2,883 MWh (ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,313 tCO2e) หรือหากเทียบกับโครงการกรุงเทพฯปิดไฟ 1 ชั่วโมง เท่ากับ 119 ชั่วโมง นับเป็นส่วนสำคัญในภาคการผลิตไฟฟ้าที่ช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ ซีเค พาวเวอร์ มีการวางกลยุทธ์สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีรายละเอียดและแผนการดำเนินงานระยะยาวที่ชัดเจน คือ
ลดการใช้พลังงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการลดการใช้พลังงานในทุกหน่วยงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในแผนระยะยาวมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
เพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการใช้พลังงานในการผลิตไฟฟ้า โดยจัดทำโครงการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า สำหรับแผนระยะยาวมุ่งการขยายการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การศึกษาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมก๊าซธรรมชาติสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยตามร่างแผน PDP 2024
เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จากแผนระยะยาว บริษัทมุ่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 95% ภายในปี 2586
เพิ่มการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในองค์กร มุ่งมั่นเพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในองค์กร 100% ตามแผนงานระยะยาว รวมถึงการใช้ใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คงเหลือภายในปี 2586
เพิ่มโอกาสทางธุรกิจเพื่อขยายการลงทุนสีเขียวให้กับองค์กร ในแผนระยะยาว บริษัทฯได้เตรียมความพร้อมสำหรับประยุกต์ใช้กลไกการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) และขยายธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนที่ทันสมัยระดับโลก

“เรามีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายตามแผนงาน CKP NET ZERO EMISSIONS 2050 เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยการดำเนินงานสำคัญที่ทำให้ ซีเค พาวเวอร์ บรรลุเป้าหมาย คือการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตไฟฟ้า บริษัทได้วางแผนระยะยาวโดยมุ่งเน้นขยายการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การศึกษาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567 - 2580 (PDP2024) และ 6 เดือนแรกในปี 2567 บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการผลิตไฟฟ้าได้ดีกว่าเป้าหมาย 0.86% นอกจากการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า บริษัทยังมีแผนในการปรับใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในองค์กรเพิ่มขึ้น เช่น การเปลี่ยนมาใช้รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและรถไฮบริดในการขนส่งภายในสำนักงานและโรงไฟฟ้าในเครือฯ”
นอกจากนี้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซีเค พาวเวอร์ ได้เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนที่ 89% วันนี้สามารถเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนได้ถึง 93% รวมถึงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดส่งให้กับประเทศไทยประมาณ 8.5 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง หรือประมาณ 17% ของไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่ใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้ในปี 2566 ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงประมาณ 4.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
“เราคือหนึ่งในผู้บุกเบิกการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราทุ่มเทตั้งใจที่จะทำให้ ซีเค พาวเวอร์ เป็นบริษัทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และกำลังเดินหน้าเพื่อให้บรรลุยังเป้าหมายดังกล่าวโดยมีผลการดำเนินงานที่สามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง” คุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซีเค พาวเวอร์ กล่าวปิดท้าย