Innosense เป็นดิจิทัล เอเจนซี่ที่เกิดจากการรวมตัวของคน 3 คนที่มีความชำนาญงาน 3 แนวทาง เริ่มจาก คุณกัญจน์ กาญจนะโภคิน Creative Chairman & Partner ที่มาจากสายงานโฆษณา, คุณพิภู ธนินธนะเดช Managing Director & Partner ที่มาจากสายงานวิศวะคอมพิวเตอร์ และ คุณศรัณย์ ตั้งเทวนนท์ Managing Director & Partner ที่มาจากสายงานมีเดีย
แม้จะมาจากสายงานที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่พอมารวมตัวกันทักษะและประสบการณ์ของแต่ละคนกลับกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างมากสำหรับ Innosense
ระยะเวลาเพียง 10 ปี Innosense ที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะเป็นสตาร์ทอัพ แต่เบนเข็มมาเป็นดิจิทัล เอเจนซี่ สามารถไต่เต้าจากบริษัทเล็กๆ จนมีรายได้แตะ 200 ล้านบาท และวางรากฐานบริษัทจนมั่นคงมีพนักงานกว่า 100 คนในปัจจุบัน
Story ของ Innosense จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

Innosense
พิภู เล่าถึงเบี้องหลังให้ฟังว่า ในความเป็นจริงตัวเองกับคุณกัญจน์ตั้งใจจะเปิดบริษัทในรูปแบบสตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันมากกว่าที่จะเป็นดิจิทัล เอเจนซี่ เพราะตัวเองมีพื้นฐานมาจากด้านวิศวะคอมพิวเตอร์
“จริงๆ ตอนแรกเราตั้งใจจะทําสตาร์ทอัพ ทำแอปพลิเคชัน เขียนโค้ด ทําเว็บไซต์ให้ลูกค้า เพราะแบ็คกราวน์ของผมเป็นวิศวะคอมพิวเตอร์ ส่วนคุณกัญจน์ก็จะเป็นครีเอทีฟ พอมารวมกันมันก็เลยทำงานได้ทั้งงานครีเอทีฟ งานโค้ด แล้วก็มี Innovation ซึ่งเป็นที่มาของชื่อบริษัท Innosense คือเป็น Innovation ที่ Make Sense คือสามารถตอบโจทย์ทางการตลาดได้ด้วย”
พิภู กล่าวเพิ่มเติมว่าช่วงแรกที่เริ่มทำธุรกิจก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นดิจิทัล เอเจนซี่ เนื่องจากสโคปงานที่ทำยังอยู่ในวงแคบๆ เช่น ทำเว็บไซต์, ทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย จนกระทั่งผ่านไปถึงปีที่ 3 จึงเริ่มมีงานที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์เข้ามาเพิ่มมากขึ้น มีพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 50 คน และในปีที่ 5 จึงเริ่มที่จะรับงานดิจิทัล เอเจนซี่แบบเต็มตัว เริ่มมีงานแคมเปญใหญ่ๆ ทยอยเข้ามา
“เบื้องหลังความสำเร็จของ Innosense เกิดจากอะไร ก็เกิดจากที่เราพยายามวางโครงสร้างองค์กรให้เข้ากับยุคสมัย พอบริษัทเราใหญ่ขึ้นเราก็ปรับโครงสร้าง จริงๆ เราปรับเปลี่ยนมาไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง สมัยก่อนเรามีแค่ 1 ทีมแล้วก็ทําเกือบทุกอย่าง แล้วก็เราก็แตกออกมาเป็น 3 ทีม เราปรับโครงสร้างจนเป็นเหมือนกับเอเจนซี่ใหญ่ๆ ช่วงที่คุณตั้ม ซึ่งมาจากสายงานผลิตแมกกาซีนแบบ Free Copy เข้ามาร่วมทีม”
ปัจจุบัน Innosense มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน คุณกัญจน์จะรับผิดชอบเรื่องงานครีเอทีฟ คุณพิภูจะรับผิดชอบเรื่องงานโอเปอเรชั่นทั้งหมด ส่วนคุณศรัณย์จะรับผิดชอบเรื่องงานขาย รวมถึงงาประเภท Activation โดยรายได้หลักของบริษัทกว่า 80% จะมาจากการทำแคมเปญสื่อสารการตลาดออนไลน์ ส่วนอีกประมาณ 20% ที่เหลือจะมาจากงานออฟไลน์ และงาน Activation

4C’s
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Innosense พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ก็คือความคิดสร้างสรรค์ โดยทาง Innosense ได้พัฒนากรอบแนวคิด 4C’s เพื่อสร้างงานให้โดดเด่น ที่สำคัญคือทุกไอเดียต้องสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มและจุดสัมผัสต่างๆ ประกอบด้วย
1. Conceptualization : การพัฒนาแนวคิด หรือการนำเสนอไอเดียที่ดีที่สุดที่ตอบสนองต่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องการวางกลยุทธ์ที่ช่วยให้ลูกค้าโดดเด่นจากคู่แข่งและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. Customization : การปรับแต่งแนวคิด คือการกระจายแนวคิดสู่แพลตฟอร์มต่างๆ โดยเน้นที่ความยืดหยุ่นและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ โฆษณาดิจิทัล เนื้อหาในโซเชียลมีเดีย การร่วมมือกับผู้มีอิทธิพล หรือการทำ Activation
3. Connectivity : การเชื่อมต่อ คือการเข้าถึงหัวใจของกลุ่มเป้าหมายให้สัมผัสถึงอารมณ์และความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย เรามุ่งเน้นไปที่การเข้าใจอินไซต์ของลูกค้าและทำให้มั่นใจว่าตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาแนวคิดไปจนถึงการปรับแต่งและการสื่อสารทุกจุดเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง ความเชื่อมโยงทางอารมณ์นี้เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้การสื่อสารของเราทรงพลังและน่าจดจำ
4. Craftsmanship : งานฝีมือซึ่งเน้นคุณภาพและความประณีตของผลงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพหรืองานด้านคำ เพื่อให้ผลงานสุดท้ายไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เท่านั้น แต่ยังเกินความคาดหมาย
ถ้าถามว่าอะไรคือจุดแข็งของ Innosense ศรัณย์ กล่าวว่า “จุดแข็งของบริษัทอยู่ที่การเซอร์วิส ลูกค้า, อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตเวิร์คที่มีหลายพันบัญชี และการคิดงาน Activation ที่สอดประสานไปกับทุกแคมเปญสื่อสารการตลาด”

สำรวจ > ปรับ > สร้าง > ปล่อย
พิภู อธิบายว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี Innosense ผ่านการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำกระบวนการ “สำรวจ > ปรับ > สร้าง > ปล่อย" มาเป็นหลักในการพัฒนาองค์กรและสร้างแคมเปญการตลาดที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
“ผมจะรับผิดชอบในเชิงของโอเปอเรชั่นเป็นหลัก เราก็จะสํารวจก่อนว่าจริงๆ แล้วบริษัทเราเป็นอย่างไร ในช่วงเวลาต่างๆ พนักงานเรามีความสุขหรือไม่ เราก็จะใช้หลักการสํารวจ เพื่อที่จะดูว่าเราจะปรับอย่างไรเพื่อที่จะทําให้โครงสร้างองค์กรอยู่ได้ น้องๆ แฮปปี้ บริษัทแฮปปี้ ลูกค้าแฮปปี้
ในเชิงองค์กรเราทํามาหลายรอบ จากการที่ผมไม่เคยอยู่เอเจนซี่ ผมเป็นสายวิศวะ เพราะฉะนั้นผมก็เลยพยายามจะบิวท์โครงสร้างให้เหมาะกับการทำงานขององค์กรมากที่สุด เราใช้หลักการคิดเดียวกันกับการที่เราคิดแคมเปญหรือว่าคิดงานต่างๆ ให้กับลูกค้าด้วย ก็จะเริ่มจากสํารวจเหมือนกัน เราก็ต้องไปสํารวจว่าจริงๆ ลูกค้าต้องการอะไร Data ที่มีคืออะไร แล้วก็เอาข้อมูลตรงนั้นมาปรับใช้กับกับแคมเปญที่ลูกค้าอยากได้ เพราะบางทีจริงๆ ลูกค้าอยากได้อะไร ลูกค้ายังไม่รู้เลย เราสํารวจตรงนั้นมาแล้วเราค่อยเอามาปรับใช้กับตัวเองและให้เข้ากับลูกค้าด้วย”

พิภู ย้ำว่า กระบวนการนี้ไม่ใช่แค่ขั้นตอนที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่เป็นวงจรที่หมุนเวียนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทและลูกค้าของเราสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้เสมอ
ในเรื่องของการสร้าง Innosense จะเน้นการทำความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการของลูกค้า โดยใช้เครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ อาทิ Google Analytics หรือ Social Listening Tools เพื่อดึงข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการกำหนดทิศทางของแคมเปญให้สอดคล้องกับตลาดและสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
กัญจน์ กล่าวเสริมว่า ที่ Innosense การสร้างทีมและสร้างทีมงานและวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมาตลอด เพราะวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นรากฐานที่มั่นคงจะช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“โชคดีที่ผมมีประสบการณ์ทํางานเอเจนซี่เมืองนอกมา ซึ่งจริงๆ แล้ว ในปัจจุบันสิ่งที่เราต้องพยายามยกระดับคุณภาพงานก็คือความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์คือสิ่งที่ผมต้องเอามาถ่ายทอดให้น้องๆ เพราะตอนนี้ครีเอทีฟหายาก
แล้วแน่นอนครีเอทีฟที่อยู่เน็ตเวิร์ค เอเจนซี่ก็ค่าตัวแพงมาก แล้วเราจะทําอย่างไร ผมคุยกับคุณพิภูประจําว่าจะเน้นเรื่องการสร้างทีม ด้วยการมองหาเด็กที่มีศักยภาพมาปั้น เราพยายามที่จะค่อยๆ สร้าง เราไม่ได้หัวอนุรักษ์ แต่เรามองเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทเราไม่เคยขาดทุนตั้งแต่เปิดมาเลย แม้แต่ช่วง COVID-19 ไม่มีเดือนไหนที่เราไม่จ่ายเงินลูกน้อง เราไม่เคยลดเงินเดือนเลย”
ด้านศรัณย์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้ถึง 180-200% มาจากการทำงานที่สามารถตอบโจทย์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้
“เคสตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือการสร้าง Partnership ระหว่างคนรักนาฬิกากับลูกค้าในวงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนำไปสู่การปิดการขายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น การทำงานผ่านแพลตฟอร์มที่มีผู้ติดตามจำนวนมากอย่าง "Luxury Project” และ "TikTok Luxury Addict Man" แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและเข้าใจเทรนด์

Challenge
ในเชิงการแข่งขัน ทีมผู้บริหารของ Innosense เองก็ยอมรับว่า ด้วยขนาดขององค์กร และรูปแบบธุรกิจที่เป็น Independent Agency ซึ่งยังมีความเสียเปรียบกับ Network Agency อยู่พอสมควร หลายครั้งที่ Innosense ถูกมองเป็น Tier 2, 3 ในการเลือก Pitching งาน
“เราไม่ได้เป็น Global Agency แต่เป็น Local Agency สัญชาติไทยเลย ดังนั้นจะทําอย่างไรให้เราไปขยับขึ้นไปอยู่เป็น Tier บนได้ อันนี้เป็นความท้าทาย เราเคยเจอเคสที่ลูกค้าบอกว่า รอบนี้อยากใช้เอเจนซี่ใหญ่ เราฟังแล้วเราก็เฮิร์ท แต่เราก็รู้สึกว่าเออ...แล้วจะทําอย่างไรให้เราไปอยู่ในใจเขา ให้เราเป็นเอเจนซี่ที่แบบเราก็เจ๋งนะ นี่เป็นความท้าทายว่า เราไม่ได้แข่งที่ขนาด แต่เราแข่งที่ไอเดียมากกว่า” กัญจน์ อธิบาย
ส่วนพิภูก็เสริมว่า จริงๆ ความแตกต่างของเอเจนซี่เล็กกับใหญ่ เอเจนซี่ขนาดใหญ่จะมีระบบที่มาตรฐาน แต่ก็ต้องแลกกับค่าบริการที่สูงกว่า
“เน็ตเวิร์ค เอเจนซี่ค่าธรรมเนียมก็จะแพงกว่า ส่วนข้อดีของเรา คือต้นทุนด้านการปฏิบัติงานที่ถูกกว่า หน้าที่เราคือต้องพิสูจน์ว่างานครีเอทีฟเราไม่แพ้ใคร ณ วันนี้ สิ่งที่เราพยายามสร้างก็คือเรื่องของรางวัล และผลงานของเรา แต่ท้ายสุดทุกอย่างจะวัดกันที่ตัวเนื้องานและความสำเร็จของลูกค้า”
แน่นอนว่า ความท้าทายของ Innosense นอกเหนือจากการสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าก็คือการสร้างแบรนด์ใหักับตัวบริษัทเองด้วย
