เล็ก–พรรษพล ลิมปิศิริสันต์ และ หมิ่น–วิบูลย์ ลีภักดิ์ปรีดา เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย หลังจบการศึกษาทั้ง 2 คนต่างแยกย้ายกันไปเติบโตในวงการโฆษณาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำงานร่วมกัน
การได้มีทำงานร่วมกันรอบล่าสุด ทั้งคู่สร้างพลังบวกให้กันและกัน ส่งผลให้มีผลงานโฆษณาดีๆ อออกมาคว้ารางวัลระดับโลกมากมาย จนมาวันหนึ่งคุณเล็ก- คุณหมิ่นได้รับโอกาสที่เน็ตเวิร์ค เอเจนซี่หยิบยื่นมาให้ ซึ่งเป็นที่มาของการก่อตั้ง Monday เอเจนซี่น้องใหม่ในเครือของ DYR (ในยุคนั้น) และช่วยกันบริหารงานมาถึง 16 ปี
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน แน่นอนว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะกับดิจิทัลนั้นได้สร้างการเปลี่ยนแปลงไปทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วงการโฆษณา
การเข้ามาของโซเชียลมีเดียได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการสื่อมากมาย เพราะพฤติกรรมการรับสื่อของคนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ธุรกิจเอเจนซี่ต้องปรับตัวอย่างหนัก นแม้แต่วงการโฆษณาโดยเฉพาะกับเน็ตเวิร์ค เอเจนซี่ที่มีบริษัทลูกมากมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบและลดค่าใช้จ่าย
สำหรับเครือ WPP เองก็มีการควบรวมเอเจนซี่ในเครือมาหลายระลอก แต่ระลอกที่ใหญ่ที่สุดนั้นเกิดขึ้นเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา นั่นคือการควบรวม Wunderman Thompson และ VMLY&R เป็น VML Thailand
การควบรวมครั้งนี้ส่งผลกับพรรษพล - วิบูลย์โดยตรงในฐานะผู้กุมบังเหียนของ Monday เพราะตัวบริษัท Monday ก็จะต้องเข้าไปอยู่ใต้หลังคาของ VML Thailand เช่นกัน
ในที่สุด พรรษพล - วิบูลย์ก็เลือกทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และพนักงานทุกคนด้วยการขายหุ้นทั้งหมดให้กับ WPP
“เราเชื่อว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งหนึ่งของชีวิต มันเป็นโอกาสของน้อง Monday People ที่จะได้อยู่ภายใต้บริษัทใหญ่ที่มีความมั่นคง และน่าจะมีอะไรสนุกๆ ใหม่ๆ สำหรับน้องๆ และก็เป็นโอกาสของเราเองที่จะถอย เพื่อแลกเวลาให้กับครอบครัวและตัวเอง” วิบูลย์อธิบาย

หลังวางมือให้กับงานโฆษณา พรรษพล – วิบูลย์ ยังคงทำงานร่วมกันเหมือนเดิมด้วยการเปิดบริษัทเล็กๆ ในชื่อ “ติดดิน-ติดน้ำ”
พรรษพล ขยายความของบริษัทติดดิน-ติดน้ำว่า เป็น Real Estate Creator พูดง่ายๆ ก็คือการสร้างสรรค์อสังหาริมทรัพย์ให้มีคุณค่าขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นรายได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการรีโนเวทบ้าน หรืออาคารเดิม ไปจนถึงการสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่จากที่ดินเปล่า
ในความเป็นจริง ปฐมบทใหม่ของพรรษพล – วิบูลย์จากคนโฆษณามาเป็น Real Estate Creator ก็ถือว่าไม่ใช่เป็นน้องใหม่ป้ายแดงเสียทีเดียว เพราะว่าในช่วงที่ทำงานเอเจนซี่โฆษณา ทั้ง 2 คนก็มีงานคู่ขนานที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว
วิบูลย์เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งมีโอกาสได้ขับรถไปที่ย่านเอกมัย เพื่อดูบ้านหลังหนึ่งและก็ตัดสินใจซื้อในเวลาไม่นาน
“พี่เห็นบ้านหลังนี้ก็รู้สึกว่าอยากได้ พอถามแม่ แม่ก็บอกว่าค่าเงินมันขึ้นเรื่อยๆ ทําให้บ้านราคามันขึ้นตลอด อย่างเรากินข้าวราคามันก็แพงขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ก็เลยตัดสินใจซื้อบ้านที่เอกมัยเพื่อมารีโนเวทหวังจะให้เช่า ใช้เงินซื้อไป 4 ล้านกว่าบาทและรีโนเวทไปอีก 1 ล้านบาท แต่ตอนนี้ราคาขึ้นไป 20 กว่าล้านบาทแล้ว จากนั้นมาพี่ก็เริ่มซื้อบ้านมาลงทุน คือพยายามจับโลเคชั่นที่ดีหน่อย เช่น เอกมัย, สุทธิสาร, ถนนจันทร์ ตอนนี้มีบ้านให้เช่าอยู่ 7 หลัง”
ถึงตรงนี้ พรรษพลก็กล่าวเสริมว่า ตัวเองจริงๆ ก็อยากเป็นสถาปนิก เพราะชอบแต่งบ้าน ชอบเห็นบ้านสวยๆ แต่มาเริ่มอยากทำอสังหาจริงจังก็มาจากการได้ทำงานโฆษณาให้กับแบรนด์อิเกีย

จนในที่สุด พรรษพล - วิบูลย์ก็ได้ร่วมลงทุนในธุรกิจพัฒนาที่ดินสมความตั้งใจกับโครงการ AMDAENG Bangkok Riverside Hotel ซึ่งเป็นบูธีคโฮเต็ลเล็กๆ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
พรรษพล เล่าเคล็ดลับในการเลือกซื้อที่ดินให้ฟังว่าตัวเองได้คำแนะนำจาก ธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาชื่อดังซึ่งมีที่ดินแปลงใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ถ้าอยากจะซื้อที่ดินให้เลือกซื้อที่ดินที่เป็น Niche คือเป็นที่ดินที่เราชอบ ที่สำคัญคือมีคนจํานวนน้อยที่ชอบเหมือนเรา แต่เป็นคนที่มีเงินและพร้อมที่จะจ่ายเพื่อแลกกับมัน
“จริงๆ เราทำงานโฆษณา และเราก็ทำงานที่เกี่ยวกับอสังหามาพักใหญ่แล้ว แต่อยู่เบื้องหลังจึงไม่ค่อยมีใครรู้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็เปิดบริษัทติดติด-ติดน้ำขึ้นมา คือมันเป็นความชอบสะสมมานานแล้ว”
เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ว่า ธุรกิจโฆษณากับพัฒนาอสังหาฯ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร วิบูลย์ อธิบายว่า ธุรกิจโรงแรม, ร้านอาหารเป็นธุรกิจไลฟ์สไตล์ คือใครๆ ก็สามารถที่จะสัมผัสประสบการณ์ได้ ก็เลยคิดว่าการทําธุรกิจโรงแรมสามารถเป็น Passive Income ระยะยาวที่ทำไปได้เรื่อยๆ ถึงแม้ว่ารุ่นลูกเรามารับช่วงก็ยังสามารถทําต่อได้ ไม่เหมือนการทำงบริษัทโฆษณาที่เป็นเรื่องของยุคสมัย
“งานโฆษณาเริ่มมีเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเกี่ยวข้อง เริ่มมีเด็กยุคใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ใครที่คิดว่าไม่ใช่ก็ต้องถอยตัวเองออกมา เพราะอายุมันไม่ใช่ รสนิยมมันไม่ใช่ แต่อย่างโรงแรมมันเป็นการทำธุรกิจแบบระยะยาว”
ส่วนพรรษพล ก็กล่าวเสริมว่า ทำธุรกิจโฆษณาในยุคนี้เหนื่อยกว่าเก่ามาก
“แต่เดิมหนังโฆษณา 1 เรื่อง แค่เฉพาะงานครีเอทีฟลูกค้าก็จ่ายงานละ 2,500,000 ล้านบาทแล้วไม่รวมงานโปรดักชั่น แต่ปัจจุบันนี้บางงาน 1 ล้านบาทยังไม่ถึงเลย พูดง่ายๆ คือคนโฆษณาทําเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเท่า 3 เท่าตัวเพื่อให้ได้รายได้เท่าเดิม มันเลยทําให้กดดัน คือเหมือนกับว่ารายได้ของบริษัทลดลง แต่เราเข้าใจน้องๆ ว่าทุกคนมันก็ต้องมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ที่มันสวนกันมากๆ เลย คือรายได้ของบริษัทโฆษณา แต่ว่าน้องๆ ทุกคนรวมทั้งตัวเราเองก็ต้องมีเงินเดือนขึ้นทุกๆ ปี
แต่พี่ย้ำว่าตรงนี้ไม่ใช่เหตุผลที่เราหยุดงานโฆษณา ที่เราหยุดมาจากเหตุผลของการขายบริษัทมากกว่า แต่การที่เราไม่ไปต่อในงานโฆษณาตรงนี้เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง”

พรรษพล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าอีกสิ่งที่แตกต่างกันก็คือความสบายใจในการทำงาน
“ประโยคนี้สําคัญมากนะ คือช่วงหลังๆ ของการทําโฆษณา เรามีลูกน้องเรามีทีม เราก็ต้องเคารพคน หมายความว่าบางทีไอเดียที่เขาเสนอเราไม่ได้ชอบ แต่เราคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ต้องพรีเซนต์ มันถึงเวลาแล้วที่ต้อเคารพความคิดเขา เราก็ต้องปล่อยเขาโต บางทีเราก็ไม่ได้ชอบ แต่เราต้องปล่อยเขาทํา
บางทีพี่ก็พูดขึ้นมากับหมิ่นว่างานนี้โอเคเหรอ เราไม่โอเคเลย หมิ่นก็จะบอกว่าเขาเป็น Creative Director แล้ว เราจะมาจับมือเขาทําไม่ได้ ความรู้สึกของพี่คือเราไม่สามารถที่จะเป็นตัวของตัวเองได้ เพราะว่าเราเกรงใจน้อง อันนี้คือเรื่องจริง สมมติว่ามีหนังโฆษณาเราออกมา 1 เรื่อง ต้องบอกว่า 80% เป็นผลงานของน้อง เราแค่ไปช่วย แล้วเราก็จะมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเราอยากจะทําด้วยตัวเอง อยากคิดหนังเอง อยากเสนอลูกค้าเอง แต่เราจะทําแบบนั้นไม่ได้ เพราะเรามีลูกน้องที่ต้องให้เกียรติ มันมีความรู้สึกที่ว่าเกรงใจน้องๆ มีความรู้สึกที่ว่าเด็กรุ่นใหม่เราต้องปล่อยให้เขาโต แต่เราก็ไม่ได้ชอบงานทั้งหมด แต่พอมาเปลี่ยนมาทําติดดิน-ติดน้ำนี่คือเราได้ทำเองทั้งหมด”
แต่ก่อนหน้าที่จะเปิดบริษัทติดดิน-ติดน้ำ วิบูลย์ เล่าว่าก็ยังมีคนในแวดวงสื่อสารการตลาดชวนไปร่วมงานด้วยหลายที่
“มีบริษัทหนึ่งพยายามจะให้เราไปเป็นหุ้นส่วน เราก็คิดกันอยู่ 2-3 เดือน แล้วก็วันที่จะไปไฟนอลว่ารับหรือไม่รับ พี่คุยกับเล็กกว่า เฮ้ย...นี่เราหยุดงานกันมา 3 เดือน เรามีความสุขดีนะ หรือจริงๆ แล้วเราไม่ควรจะกลับไปอยู่ในที่เดิมแล้ว
แล้วประเด็นคืองานโฆษณาเปลี่ยนแปลงเร็ว ท้ายที่สุดถ้าเกิดเราไม่ได้ทํางานกับไลฟ์สไตล์ ด้วยอายุ ด้วยอะไร เราจะยากแล้ว ไหนๆ แล้วก็บังคับตัวเองว่าเปลี่ยนเลยดีกว่า”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ติดดิน-ติดน้ำตั้งขึ้นมาเพื่อทำอะไร?
กับเรื่องนี้พรรษพล สรุปให้ฟังว่า ติดดิน-ติดน้ำตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ครีเอทบ้าน หรือที่ดินให้เป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ คือถ้าใครมีบ้านอยู่แล้ว บริษัทก็จะหาจุดขายแล้วครีเอท Business แต่ถ้ามีแต่ที่ดิน บริษัทก็จะ ครีเอททั้งอาคาร และ Business ให้
“ติดดิน-ติดน้ำ เป็น Real Estate Creator ดังนั้นใครมีที่ดินหรือบ้านที่ไม่รู้จะทำอะไรดี เราจะ ครีเอทพื้นที่หรือบ้านให้เกิดเป็น Business ให้ทำธุรกิจ ทำเงินได้ โดยเราจะ 1) Create Concept และ Business Plan ให้ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แตกต่างจากบริษัทสถาปนิกทั่วไป 2) เราดูแลการก่อสร้าง เราคุมงานให้ตรงตามแบบ”
ปัจจุบันติดดิน-ติดน้ำ มีโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ในมือหลายแห่ง เริ่มจาก
1. โครงการ “บ้านฉัตตะละดา” ซึ่งเป็นบ้านโบราณสีเหลืองนวลตาริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 348 ตารางวา ซึ่งทางบริษัทได้ร่วมมือกับเจ้าของบ้านปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสตูดิโอสำหรับจัดปาร์ตี้ สุดเก๋ สุดฮิป หรือแม้กระทั่งจัดงาน Event ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
2. โครงการ The Blisz SIGNATURE สาทร - วุฒากาศ ของวาสนา ปรัชญาธเนศกุล และลูกสาว ณีรนุช ยิ้มแย้มที่ออกแบบบ้านริมน้ำ 2 หลัง ให้เป็นวิลล่า เพื่อทำธุรกิจในแพลตฟอร์ม Airbnb หรือขายห้องพักผ่าน OTA ได้
3. โครงการ Luxury Hotel ขนาด 60 ห้องพัก ย่านคูเมืองใจกลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนของบริษัทกับหุ้นส่วน
ส่วนโปรเจ็กต์ส่วนตัวที่ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ของคุณพรรษพล- คุณวิบูลย์ แต่ก็มีคนที่ใช้เป็นไอเดียอ้างอิงก็มีโครงการ “AMDAENG Bangkok Riverside Hotel” และ โครงการ “อาโป”
AMDAENG Bangkok Riverside Hotel เป็นบูธีคโฮเต็ลเล็กๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งตั้งชื่อมาจากเจ้าของโฉนดที่ดินเดิมคืออำแดงคลี่ แต่มีความโดดเด่นเรื่องการตกแต่งภายนอกด้วยสีแดงแบบไทยสมัยโบราณ และการตกแต่งภายในแบบไทยประยุกต์

ส่วนอาโปจะเป็นวิลล่าริมน้ำที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม Airbnb ที่มีจุดขายคือห้องพักสำหรับครอบครัวสไตล์วินเทจสำหรับคนที่เบื่อการเข้าพักแบบโรงแรม
“อาโป นี่ผลตอบรับดีมากๆ เราทําเป็นวิลล่าหลังสีขาวริมน้ำ ซึ่งตอนนั้นพี่มองว่ามันน่าจะมีโอกาสการขายที่หลงเหลือมาจากโรงแรม คือคนที่มีครอบครัว มีลูกบางทีเขาก็อยากจะเช่าที่พักอะไรที่แบบว่ามาได้ทั้งครอบครัว ไม่ต้องไปอยู่โรงแรมแล้วต้องแยกห้องกัน แต่มาอยู่ที่นี่ทั้งบ้านได้เลย 6 คน แสดงว่าเขาสามารถพาลูกหลานมาได้ อันนี้คือกลุ่มเป้าหมายหลักของอาโปที่แยกออกมาจากโรงแรมทั่วไป เรียกว่าสิ่งที่เราสร้างนั้นแตกต่างไปจากที่อื่น ก็คือในกรุงเทพมหานครจะมีบ้านที่ให้เช่าที่มีสระว่ายน้ำ และเป็นบ้านริมน้ำสไตล์คุณชายจุฑาเทพที่เดียว ส่วนทาร์เก็ตที่ 2 เรามองว่า น่าจะมีหนุ่มสาวที่อยากจะมีบ้านริมน้ำเป็นของตัวเอง อยากให้มาลองพักที่อาโป 1 วัน” พรรษพล อธิบาย
ลงลึกในรายละเอียด Scope of Work ของติดดิน-ติดน้ำ ประกอบด้วย
1. Create Concept และ Business Plan
2. ออกแบบงานสถาปัตยกรรม
3. ดูแลการก่อสร้าง
4. ออกแบบงานตกแต่งภายใน
“กับติดดิน-ติดน้ำ สิ่งที่เราแตกต่างก็คือเรา 2 คนเป็นครีเอทีฟแล้วก็เป็นดีไซเนอร์ด้วย อย่างโครงการอาโป พี่ก็ทําคนเดียวทุกอย่างตั้งแต่งานสถาปัตย์ยันงานตกแต่งภายใน ด้วยความที่เราอยู่ในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารมาพักใหญ่แล้วกับอำแดง ดังนั้นการทําดีไซน์ของเรามันเลยไม่ใช่แค่ว่าดีไซน์บ้านแล้วจบ แต่เราหาช่องทางธุรกิจให้ด้วย” พรรษพลกล่าว และยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า
สมมติว่ามีที่ดินผืนหนึ่ง เราไปดูกับลูกค้าเสร็จแล้ว เราจะทําเป็นโปรเจ็กต์เสนอเลยว่า ที่ดินตรงนี้ควรจะสร้างเป็นโรงแรม, ควรจะเป็นวิลล่า, ควรจะเป็นร้านอาหาร หรือว่าควรจะทำเป็นที่จอดรถเฉยๆ แล้วเก็บเงิน เราจะดีไซน์ให้เป็นที่จอดรถเลยถ้าเรารู้สึกว่ามันควรจะเป็นอย่างงั้น
ฉะนั้น งานติดดิน-ติดน้ำไม่จําเป็นจะต้องสร้างบ้านอย่างเดียว คือเหมือนกับว่าเราช่วยลูกค้าครีเอทว่าที่ดินตรงนี้ หรือบ้านหลังนี้ควรจะทําเป็นอะไร คล้ายๆ กับเป็นบริษัทที่ปรึกษา แต่ติดดิน-ติดน้ำเราทำงานดีไซเนอร์ด้วย
“ด้วยความที่เราเป็นนักโฆษณาก็ต้องหาทางขายมันด้วย ตัวอย่างแนวคิดการนำเสนอก็คล้ายๆ กับงานโฆษณา แต่เป็นขายตั้งแต่ที่ดินขึ้นมาเลย จนกลายเป็นตึกแล้วก็ทําธุรกิจต่อ มันก็เลยไม่ใช่บริษัทอสังหาฯ และก็ไม่ใช่บริษัทสถาปนิก แต่เป็นบริษัทที่รวมอยู่ด้วยกันอยู่ในคนๆ เดียว แต่เราไม่ได้รับซื้อขายบ้านขายที่ดิน”

ด้านวิบูลย์ก็เสริมว่า การขายงานของติดดิน-ติดน้ำก็เหมือนกับงานโฆษณาที่ต้องมีการขายบอร์ดเป็นทางเลือกให้กับเจ้าของที่ดิน อย่างล่าสุดที่มีโอกาสได้ไปดูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทางบริษัทก็นำเสนอแนวทางการปรับปรุงไป 2 แนวทาง คือปรับปรุงอาคารเดิม กับแบบที่ต้องสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้นมา แล้วก็คำนวณว่าเขาจะได้รายได้ที่แตกต่างกันอย่างไร
“เราขายบอร์ดเหมือนงานโฆษณา อย่างานล่าสุดเราก็ขาย 2 ออปชั่น และไม่ใช่แนวคิดสำรองด้วย มันเป็นความจริง ไม่ใช่เป็น Creative Thinking เหมือนโฆษณา พี่ว่าสิ่งที่แตกต่างมากๆ ก็คือตอนทําโฆษณาเราอาจจะไม่ได้เป็นตัวของตัวเองขนาดนี้ เราอาจจะเลือกงานนี้ไปขายเพราะเรารู้สึกว่าแบรนด์นี้ต้องมีสิ่งนี้ เพราะว่าเรารู้จักลูกค้า หรือว่าต้องมีเช็กพ้อยท์ แต่พอมาทำดีไซน์ เราเป็นตัวของตัวเองมากกว่า ออปชั่นที่เรานำเสนอก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นออปชั่นที่เราชอบจริงๆ ไม่ใช่ออปชั่นที่ทำเผื่อ คือไม่ว่าจะแบบ 1 หรือแบบ 2 หรือแบบ 3 เราชอบหมด
ณ ตอนนี้เหมือนกับตอนที่พี่ทํางาน Euro RSCG Flagship แรกๆ คือพี่จะไม่มีความกลัวใดๆ ทั้งสิ้นจนได้รางวัลคานส์มา อันนี้ก็เหมือนกันพี่ไม่มีความกลัว ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ชีวิตจากนี้ไปไม่รู้พี่เล็กจะเหมือนพี่ด้วยหรือเปล่า คือพี่รู้สึกเหมือนเป็นกําไรชีวิตแล้ว อยากทําอะไรที่ทําแล้วมีความสุขแล้ว ก็ไม่เหนื่อยเกินไป แต่มันต้องไม่ขาดทุน”
เหมือนจะเป็นการ Soft Landing ? ทีมงานตั้งข้อสงสัย
“สำหรับพี่เป็นเหมือนการ Restarting Life มากกว่า เหมือนเราได้มาเริ่มต้นอะไรอีกอย่างหนึ่ง อีกมุมของชีวิต ส่วนหนึ่งพี่อยากให้เวลากับลูก คือ 50-50 ระหว่างการให้เวลากับลูกกับเรื่องงานใหม่” พรรษพล ตอบคำถาม
ส่วนวิบูลย์ ก็ตอบคำถามนี้ทันทีว่า สำหรับตัวเองไม่มีคำว่าเกษียณ
“พี่เป็นคนไม่เกษียณ เพราะว่าพี่เป็นคนที่ไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้ คือพี่ว่างแม้แต่วันเดียว วันไหนที่อยู่เฉยๆจะเริ่มบ้า กลายเป็นว่าตอนนี้พี่ได้ทำสิ่งที่พี่ชอบที่สุดในชีวิต สมมติบอกว่าคนเริ่มมีอายุแล้วก็ต้องไปอยู่บ้านหรือว่าก็ทําอะไรตามมีตามเกิด พี่ว่าไม่ใช่ แล้วก็เรื่องรายได้ตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างจากตอนทำโฆษณาเลยนะ คือ 1 โปรเจ็กต์ก็มีรายได้เท่ากับตอนทำงานโฆษณาแล้ว
แนวทางของพี่จะเป็นอีกแบบ สมมติว่าลูกพี่ซ้อมดนตรีหรือเล่นบาส พี่ก็ออกไปนั่งทำงานรอลูกเลย คือระหว่างที่เขาเล่นบาสพี่ก็นั่งออกแบบ พอลูกเล่นบาสเสร็จก็พาเขากลับบ้าน”
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ก่อนที่พรรษพล- วิบูลย์ จะชวนทีมงานไปดูโครงการบ้านฉัตตะละดา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมอำแดง ทีมงานอยากรู้ว่าการเปิดบริษัทติดดิน-ติดน้ำในช่วงเวลานี้ อะไรคือความท้าทาย?
พรรษพล เป็นคนแรกที่ตอบคำถามนี้
“พี่คิดว่า ถ้าเรารู้สึกว่าเราบล็อกตัวเองว่าเราทํานู่นทํานี่ไม่ได้ เราก็จะไม่กล้า สําหรับพี่เราเป็นคนมีรสนิยม เราเป็นคนมีความพยายาม ไม่ว่าเราทําอะไรก็ได้ อย่างตอนแรกที่บอกว่าจากงานครีเอทีฟอยู่ดีๆ จะก้าวเข้ามาในธุรกิจใหม่นี้ สําหรับพี่มันคือความท้าทายมาก เพราะเราทําในสิ่งที่ไม่ใช่ Safe Zone เลย ทุกอย่างคือการเรียนรู้นับหนึ่งใหม่ แค่ว่ามีพื้นฐานคือความชอบ นอกนั้นคือนับหนึ่งเลยจริงๆ”
ส่วนวิบูลย์ กล่าวว่า ตอนนี้ถือว่าไม่มีความท้าทาย ไม่มีความกดดันใดๆ ทั้งสิ้น
“พี่รู้สึกว่ามาถึงวันนี้ การรีสตาร์ททำให้พี่ทําทุกอย่างด้วยความสุข นี่คือเรื่องจริงคือพี่จะไม่กดดันเรื่องเรื่องตัวเลขใดๆ แล้วพี่ก็อยากจะกระตุ้นให้คนที่อยากจะทําธุรกิจตรงนี้ไม่กดดันด้วย หมายความว่าต้องให้รู้สึกว่าการทําธุรกิจบางทีมันสนุกก็ได้นะ คือโอเคอาจจะต้องมีเงินหน่อย แต่ว่าบางทีเงินไหมมันก็งอกเงยจากการที่เราเห็นคุณค่าของที่ดินหรือบ้านของเราแล้วเราก็ทํามันขึ้นมา เพราะทุกคนต้องทําเพราะใจรัก
สมมติพี่ไปทําโรงแรมให้เสร็จ คุณก็ต้องบริหารต่อด้วยตัวเอง บริหารด้วยใจรักนะ เราแค่ช่วยในช่วงแรกๆ คือทุกคนจะต้องรักในสิ่งที่เขาอยากจะทําเหมือนกัน เพียงแต่พี่แค่ทําให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเท่านั้นเอง”