บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงรายได้รวมในไตรมาส 3 / 2567 โดยมีรายได้รวม 17,838 ล้านบาท (9 เดือน ปี 2566: 16,530 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,308 ล้านบาท (หรือ 8%)
สัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 46% : 54% (สำหรับ 9 เดือนปี 2566: 44% : 56%) ขณะที่กำไรขั้นต้นรวม 9,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 595 ล้านบาท หรือ 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 57% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน บริษัทฯมีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวม 4,607 ล้านบาท (9 เดือน ปี 2566: 4,060 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 547 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 13%) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ ต่อรายได้รวม (% EBITDA) 26% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน (9 เดือน ปี 2566 : 25%) จากอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร บริษัทฯมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (EBIT) จำนวน 2,192 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 398 ล้านบาท เทียบปีก่อน (หรือเติบโต 22%) และกำไรสุทธิจำนวน 1,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เทียบปีก่อน (9 เดือน 2566: 823 ล้านบาท)
สำหรับ 9 เดือน 2567 บริษัทฯ รับรู้กำไรจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินกู้ยืมสกุลเงินต่างประเทศจำนวน 69 ล้านบาท (9 เดือน 2566: 66 ล้านบาท) และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time item) ซึ่งประกอบด้วย 1) ค่าใช้จ่ายก่อนการเปิดดำเนินงาน (pre-opening expenses) ของโรงแรมมัลดีฟส์แห่งใหม่ทั้ง 2 โรงแรม จำนวน 12 ล้านบาท 2) ตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าในค่าความนิยมแบรนด์บราวน์ คาเฟ่ จำนวน 21 ล้านบาท และ 3) ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ไอส์แลนด์ รีสอร์ทและสปา มัลดีฟส์ จำนวน 106 ล้านบาท
ตัวลเข ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 พบว่า บริษัทฯ มีโรงแรมภายใต้การบริหารงานทั้งสิ้น จำนวน 92 โรงแรม (20,505 ห้อง) แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 52 โรงแรม (11,101 ห้อง) และเป็นโรงแรมที่กำลังพัฒนา 40 โรงแรม (9,404 ห้อง) ในส่วน 52 โรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วนั้น 20 โรงแรม (5,566 ห้อง) เป็นโรงแรมที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ และ 32 โรงแรม (5,535 ห้อง) เป็นโรงแรมที่อยู่ภายใต้สัญญาบริหาร
ขณะที่ รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมด (RevPAR) 3,429 บาท ในไตรมาส 3/2567 ลดลง 7% เทียบไตรมาส 2/2567 เป็นผลมาจากการลดลงของราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) 5% เทียบไตรมาสก่อน เป็น 4,934 บาท ในไตรมาส 3/2567 และอัตราการเข้าพัก (OCC) ลดลงจาก 71% ในไตรมาส 2/2567 เป็น 69% ในไตรมาส 3/2567 ซึ่งเป็นการลดลงตามฤดูกาลท่องเที่ยวปกติ โดยไตรมาส 3 อยู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยวโดยเฉพาะญี่ปุ่นและดูไบ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูร้อน
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภาพรวมรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมด (RevPAR) ในไตรมาส 3/2567 เพิ่มขึ้น 7% จากการเพิ่มของราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) 6% ในขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (OCC) ทรงตัวที่ 69% เทียบไตรมาส 3/2566 สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของโรงแรมในประเทศไทย และโรงแรมในญี่ปุ่น