BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
2,053
VIEWS

อุบัติเหตุแบรนด์เนม ย้อนดูกรณีศึกษา วงจรชีวิตของมือถือเฮ้าส์แบรนด์ ในตลาดเมืองไทย “ก่อนแบรนด์ใหญ่จะรุ่ง พี่เคยพุ่งมากอ่น”

พ.ย. 28, 2567 R.Somboon
ว่ากันว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของโทรศัพท์ Small Brand เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตหรือร้านขายโทรศัพท์มือถือตระหนัก และต่างไม่อยากที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดนี้ไป จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นมือถือ Small Brand เหล่านี้วางขายอยู่เกลื่อนตลาดกว่า 20 แบรนด์ ตัวเลขจาก JFK ในเดือนมีนาคม 2547 พบว่า มือถือ Small Brand ได้กินส่วนแบ่งตลาดรวมในไทยไปแล้วประมาณ 16%
 
ในช่วงเวลานั้น แบรนด์มือถือที่เป็นแบรนด์เล็กๆ อาทิ J-fone, Distar, MTEL, Dbtel, Trium, Codacom, bird เป็นต้น ต่างออกมาทำตลาดกันอย่างเต็มรูปแบบ และสามารถสร้างยอดขายให้แต่ละแบรนด์ได้ในระดับที่น่าพอใจ
 
ทำให้การเปิดฉากในตลาดมือถือของพวกแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก รวมไปถึงการจ้างผลิตโทรศัพท์ที่เป็นแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา (House Brand Mobile) เหมือนอย่างที่บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) ได้พยายามทำอยู่ โดยใช้ชื่อยี่ห้อโทรศัพท์ว่า i-mobile นั้น เริ่มมีความเข้มข้น เพราะต่างฝ่ายเห็นช่องว่างของตลาดใน Segment ที่ผู้ใช้ไม่ได้สนใจเรื่องแบรนด์เป็นหลัก แต่เน้นที่คุณภาพ การรับประกัน และราคาที่เหมาะสม มาเป็นตัวแปรแรกๆ ในการพิจารณา ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้ทำให้ตลาดรวมขยายขนาดใหญ่ขึ้นด้วย
 
ผู้เล่นในสนามนี้ส่วนใหญ่จะเลือกเครื่องต้นแบบจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในสายการผลิตในโรงงานแถบภาคพื้นเอเชีย อย่างเช่น จีน ไต้หวัน เกาหลี เป็นต้น โดยจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางอย่าง เช่น ซอฟต์แวร์ ฟีเจอร์ Packaging ดีไซน์ การใส่ชื่อรุ่น ยี่ห้อของตัวเอง เป็นต้น อีกทั้งการที่ผู้เล่นในตลาดนี้ ต่างฝ่ายก็เป็นผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ทำให้เห็น Roadmap ของสินค้า Big Brand ก่อนวางตลาดเหมือนๆ กัน จึงไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกต้นแบบกันมากนัก


ตัวอย่างของแบรนด์ที่สามารถฉกฉวยโอกาสในการสร้างการเติบโตของยอดขายในตลาดนี้ น่าจะอยู่ที่แบรนด์ ไอ-โมบาย ที่เก๋าเกมในการเลือกต้นแบบ เพื่อจ้างผลิตมือถือที่เป็นแบรนด์ของตัวเองในชื่อ i-mobile ให้มีรูปทรงที่ทันสมัย ฟังก์ชั่นตรงใจผู้บริโภค จนกลายเป็นแบรนด์ในตำนานที่ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดมือถือ House Brand จนเป็นที่รู้จักและนิยมของผู้บริโภคเป็นรายแรกๆ ซึ่งมือถือยี่ห้อ i-mobile ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเพราะสามารถควบคุมต้นทุน ราคาขายได้เอง ซึ่งการผลิตโทรศัพท์ House Brand ที่เป็นจอสีขึ้นมาเอง ทำให้กำไรโดยรวมในส่วนโทรศัพท์จอสีสูงขึ้นด้วย
 
ในยุคแรกไอ-โมบายชูจุดขายของการเป็น Music Phone ที่มาพร้อมกับ Mobile Content จนสามารถครองตำแหน่งผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ได้สำเร็จด้วยยอดขายที่อยู่ในหลักล้านเครื่องต่อปี จนถึงวันนี้ i-mobile กลายเป็น Inter Brand ที่มียอดขายสะสมกว่า 20 ล้านเครื่อง ขายมือถือไปแล้วกว่า 300 รุ่น หลังจากทำตลาดมากว่า 10 ปี
 
โดยกลุ่มสามารถ สร้างแบรนด์ไอ-โมบายมาตั้งแต่ปี 2546  และในช่วงปี 2549 เป็นปีที่มีการเติบโตสูงสุดเพราะเริ่มมีสมาร์ทโฟนเข้าสู่ตลาด พร้อมกับกระแสความนิยมของไอโฟน ทำให้ผู้ผลิตเริ่มเปลี่ยนแนวทางในการพัฒนาสินค้า และมีสินค้าจากจีนเข้าสู่ตลาด เช่น จีเนท เวลคอม ที่เข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2549 – 2551 กลายเป็นสงครามราคาที่ช่วยผลักดันให้ราคาเครื่องปรับระดับลงมาทั้งตลาด แต่จากระดับราคาที่ร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ไอ-โมบายต้องเจ็บตัวไปด้วยเช่นกัน ถ้ารุ่นไหนขายไม่ดี ค้างสต๊อก ราคาก็จะร่วงลงมาทั้งหมด


อย่างไรก็ตาม มือถือเฮ้าส์แบรนด์ที่มีเป็น 20 แบรนด์ ต่างก็ทยอยล้มหายตายจากไป แต่ที่น่าสนใจก็คือในช่วงเวลานั้น มือถือเฮ้าส์แบรนด์ที่ค่ายสามารถนำเข้ามาทำตลาด กลับยังคงมียอดขายที่ดี สวนทางกับแบรนด์อื่นๆ โดยหลังจากสามารถคอร์ปอเรชั่น บริษัทแม่ได้ขายระบบออกไปก็หันมาขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างเดียว และพบว่าการขายเครื่องอินเตอร์แบรนด์ มีมาร์จิ้นน้อยมาก จึงเป็นคำถามว่า ทำอย่างไรมาร์จิ้นจะมากขึ้น  และสิ่งที่ทำต่อเนื่องคือการหาแหล่งสินค้าเพื่อสร้างเฮ้าส์แบรนด์ของตัวเองจากอินโนสตรีม เป็นอินโนสตรีม-ไอโมบาย ก็มาเป็นไอ-โมบาย
 
สิ่งที่เป็นแรงส่งให้ไอ – โมบาย มีความแตกต่างจากเฮ้าส์แบรนด์รายอื่นๆ ก็คือการใส่แวลู่เข้าไปในตัวโทรศัพท์ โดยในยุคแรกของไอ – โมบาย จะมีการใส่คอนเทนต์ เช่น เพลง 100 เพลง ถ่ายรูปได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นไม่มีใครเหมือน เป็นไอ-โมบาย แพ็กเกจ ถ้าเล่นเพลงไม่ได้แต่ก็มีวอลเปเปอร์ให้เปลี่ยนได้ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ง่าย  เป็นการสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นกว่า รวมถึงการสร้างความแตกต่างจากบรรดาแบรนด์อินเตอร์ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ แต่นิยมชมชอบเบเนฟิตในเรื่องดังกล่าว
 
ยอดขายที่เติบโตขึ้นนี้  สามารถ-ไอโมบาย สร้างแรงขับเคลื่อนจาก 3 ทาง หนึ่ง โปรดักต์ ซึ่งเน้นลูกเล่นของ Multimedia Phone สอง การมีบริการ Content อยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็น Bug 1113, 1900, การเปิดบริษัทเบรนซอร์ส, การให้ดาวน์โหลด Content และ Application จากเว็บไซต์ bug2mobile, บริการ i-link เป็นต้น และสาม ยุทธศาสตร์เชิงรุกกับ Channel Distribution และ Service
 
ด้วยการที่สามารถทำกำไรได้ดีกว่าการขายมือถืออินเตอร์แบรนด์ ทำให้ไอ – บาย มีงบสำหรับการอัดในเรื่องของเทรดโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นให้ตัวแทนจำหน่ายผลักดันสินค้าให้เต็มที่
 
เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดทั้งจากในฟากของตัวมือถือ และโอเปอเรเตอร์เอง ที่พยายามจะทำทั้งการตรึงลูกค้าเก่าไม่ให้เปลี่ยนค่าย และการดึงลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงการขยายฐานการใช้มือถือสมาร์ทโฟนไปสู่ผู้ใช้ในระดับรากหญ้ามากขึ้น
 
ตรงนี้เอง ทำให้เกิดการร่วมมือระหว่างโอเปอเรเตอร์กับบรรดาแบรนด์มือถือชั้นนำ เพื่อออฟเฟอร์ในสิ่งที่ลูกค้าปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะการลดราคาสินค้าให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยมีเงื่อนไขของการใช้บริการตามระยะเวลาที่กำหนด แถมมีการทำเรื่องของเงินผ่อน ทำให้การเข้าถึงมือถือสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างดีเป็นเรื่องง่ายขึ้น
 
เช่นเดียวกับประเด็นในเรื่องของความหลากหลายของแบรนด์มือถือที่ยกทัพเข้ามาบุกตลาดไทย พร้อมทั้งนำเสนอ  โปรดักต์ไลน์ ครอบคลุมตั้งแต่ตลาดพรีเมียม ราคา 15,000 บาท ขึ้นไป – ระดับกลาง ราคา 5,000 – 15,000 บาท และระดับล่าง ราคาต่ำกว่า 5,000 บาท บางแบรนด์เล่นราคาต่ำกว่า 3,000 บาทลงมา ทำให้สถานการณ์ของไอ – โมบาย ไม่สู้จะดีนัก


เปรียบเสมือนกับการเจอแรงบีบจากการแข่งขันที่รุมเข้ามาแบบไม่มีช่องว่างให้หายใจ เมื่อรวมเข้ากับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เป็นใจทำให้กำลังซื้อในกลุ่มรากหญ้าหายไป ซึ่งส่งผลต่อยอดขายของไอ – โมบายแบบเต็มๆ
 
ในท้ายที่สุด สามารถคอร์ปอเรชั่น จึงตัดสินใจยุติการทำตลาดไอ – โมบายในปี 2560 ปิดตำนานมือถือเฮ้าส์แบรนด์ที่เคยได้รับความนิยมในช่วง 10 ปีก่อนหน้า
 
เป็นอีกหนึ่งบทเรียนการตลาดที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฏจักรการตลาดที่มีทั้งขึ้นและลง


อุบัติเหตุแบรนด์เนม ย้อนดูกรณีศึกษา วงจรชีวิตของมือถือเฮ้าส์แบรนด์ ในตลาดเมืองไทย “ก่อนแบรนด์ใหญ่จะรุ่ง พี่เคยพุ่งมากอ่น”

DNA ต้องเป๊ะ-คอนเทนต์ต้องปัง AnyMind Group กางตำราปั้น Community เปลี่ยนผู้ติดตามให้เป็นลูกค้าอย่างยั่งยืน

จาก Cultural Asset สู่ Economic Asset สูตรความสำเร็จเฟสติวัลไทย

ครึ่งเก้า GROUP ดันแนวคิดพาร์ตเนอร์ไม่ใช่ลูกสังกัด พร้อมเดินเกมขยายเค้กทั้งอุตสาหกรรม

แรนดี้ – ชัยชัช นพประภา ปั้นตลาดโอมากาเสะสไตล์ “Fillets” เปลี่ยนซูชิเป็นประสบการณ์ เปลี่ยนร้านอาหารเป็นโรงละคร

Read More Stories  

Research

เมื่อ “คนโสด” เป็นคนหมู่มากของสังคมไทย และกำลังสร้าง “เศรษฐกิจคนโสด” ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม

ไถฟีดอยู่ดีๆ สรุปได้ตั๋วเครื่องบินเฉย! Klook เผยคนไทยกว่า 52% เที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล

Salesforce เผย มีเพียง 5% ของพนักงานไทยที่ไม่ใช้ AI Agent องค์กรต้องเร่งสร้างทักษะก่อนเสียความสามารถในการแข่งขัน

ค่าครองชีพพุ่ง งานไม่มั่นคง บ้านในฝันไกลเกินฝัน เสียงประชาชน 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ สะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจไทย

Read More Stories  

Digest

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผนึกกรมควบคุมมลพิษ–พันธมิตร ประกาศเจตนารมณ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่การใช้ทรัพยากรพลาสติกอย่างยั่งยืน

เอพี ไทยแลนด์ ตอกย้ำองค์กรแห่งการเรียนรู้ เสริมทัพสกิล AI มุ่งส่งมอบ LIVING QUALITY

PTG โชว์ฟอร์ม! Q1/69 พอร์ต Non-Oil แข็งแกร่ง กำไรขั้นต้นโต 6.1% YoY - กาแฟพันธุ์ไทยขยายสาขาแตะ 2.3 พันสาขา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันโต 5.2% YoY

Unboxing Ideas

โตเกียวชุบชีวิต “ตู้โทรศัพท์” สู่จุดกระจาย Wi-Fi ฟรี เพราะของเก่า ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้งเสมอไป

“ไม่มีคำว่าแก่เกินเล่น” เมื่อ LEGO อัปเดตกล่องใหม่เป็น 100+ เพื่อเป็นของขวัญแด่ Sir David Attenborough

Farmhouse Fact รู้หรือไม่ สีคลิปหนีบถุงขนมปัง มีสีต่างกันตาม 'วันที่วางขาย'

อยากกินก็ต้องทนรอ จาก 3 วิ เป็น 3 นาที KitKat กับ Vending Machine ที่ช้าสุดในโลก

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact