ถึงแม้ว่าในปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยจะมียอดขายโดยรวมลดลงจากปีก่อน โดยสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้รายงานยอดขายรถยนต์ภายในประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม - ตุลาคม 2567 ว่ามียอด ขาย 476,350 คัน ลดลงจากปี 2566 ในระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 26.24 ส่วนรถจักรยานยนต์มียอดขาย 1,421,824 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ตุลาคม 2566 ร้อยละ 10.09
กระนั้นก็ดี Royal Enfield ยักษ์ใหญ่ในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250 cc.-750 cc.) ก็ยังมองว่า สภาพตลาดที่หดตัวในช่วงนี้เป็นสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ และตลาดมีโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ในเวลา ไม่นาน
ล่าสุด Royal Enfield ได้มีการเปิดโรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์ระบบ CKD (Completely Knocked Down) แห่งใหม่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นโรงงานแห่งแรกที่ Royal Enfield เป็นเจ้าของและดำเนินการเอง ในประเทศไทย
บี. โกวินดาราจัน ราจัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวถึงการลงทุนครั้งนี้นับเป็นก้าว สำคัญของ Royal Enfield ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
“Royal Enfield ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในระดับโลก เราได้รับ การตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่ชื่นชอบสไตล์การขี่ของเรา ซึ่งสะท้อนผ่านความนิยมในรถ มอเตอร์ไซค์ของเรา ด้วยรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ผู้ขี่จากทั่วโลก เราเชื่อว่า Royal Enfield เป็นแบรนด์ระดับโลก และด้วยเหตุนี้เราจึงติดอันดับ 1 ในแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางชั้นนำใน ตลาดสำคัญอย่างสหราชอาณาจักร เกาหลี ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ กลยุทธ์หลักของเราคือการขยายธุรกิจ ในระดับสากล โดยลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งโรงงานประกอบในประเทศไทยเป็น ส่วนหนึ่งของแผนการนี้ ช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ได้สัมผัสกับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของ Royal Enfield แบบ Pure Motorcycling”

โรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์แห่งใหม่นี้ เป็นโรงงานประกอบระบบ CKD (Completely Knocked Down) แห่งที่ 6 ของRoyal Enfield ต่อจากอาร์เจนตินา โคลอมเบีย บราซิล บังกลาเทศ และเนปาล โดยตั้งอยู่ในโครงการ บางกอกฟรีเทรดโซน (BFTZ) จังหวัดสมุทรปราการ บนพื้นที่กว่า 5,200 ตารางเมตร และมีกำลังการผลิตติดตั้งมาก กว่า 30,000 คันต่อปี
“โรงงานประกอบแห่งนี้เป็นศูนย์การผลิตที่ทันสมัยและล้ำหน้า ซึ่งจะตอบสนองความต้องการที่ เพิ่มขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งจะช่วยให้การส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์แก่ลูกค้ามีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น มากขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีอันน่าจดจำยิ่งกว่าเดิม โรงงานประกอบแห่งใหม่นี้จะเริ่มต้นรองรับ ตลาดในประเทศไทยก่อนจะขยายไปยังภูมิภาคในลำดับถัดไปตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้”
นอกเหนือจากการผลิตรถจักรยานยนต์ โรงงานใหม่แห่งนี้ยังมีศูนย์ฝึกอบรม Power Train ซึ่งถือเป็นแห่ง แรกในเอเชียแปซิฟิก นอกประเทศอินเดียอีกด้วย

ยาดิ ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า
“ตลาด ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีศักยภาพสูงสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราให้ความ สำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดตลาดเหล่านี้และการขยายธุรกิจ เราเริ่มต้นด้วยการทำสัญญาจ้างผลิตและเปิด โรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นของ เราที่มีต่อศักยภาพของตลาดและชุมชนผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังเติบโต เรามั่นใจอย่างยิ่งว่า โรงงาน แห่งนี้จะช่วยให้เราขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย พร้อมทั้งตอบสนองความ ต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ”Royal Enfield มีส่วนแบ่งยอดขายในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250 cc. – 750 cc.) เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบัน Royal Enfield มีส่วนแบ่งยอดขายเป็นที่ 2 ในเซกเมนต์นี้แล้ว
ปีที่ผ่านมา Royal Enfield สามารถทำยอดขายในประเทศไทยได้มากกว่า 4,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2022 ที่ทำได้ประมาณ 3,000 คัน ส่วนยอดขายปี 2024 ซึ่งจะปิดปีในเดือนมีนาคม 2025 ผู้บริหารของ Royal Enfield กล่าวว่ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนทุกปี
อนุจ ดัว หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Royal Enfield กล่าวถึงการเปิดโรงงาน ประกอบแห่งใหม่ในประเทศไทยว่า “ไม่เพียงแต่ยกระดับตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย แต่เรายังมุ่งมั่นจะขยายตลาดแห่งนี้ให้เติบโตด้วย ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับโรยัล เอ็นฟีลด์ และมีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง ลูกค้าและชุมชนผู้รักในแบรนด์ของเราที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ต่างภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์ ส่งผลให้มียอดการเติบโตมากกว่า 150% นับตั้ง แต่เราเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยภูมิประเทศ วัฒนธรรม และความหลากหลายของประเทศไทย ล้วนเป็นปัจจัยที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเรา การเติบโตของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมา ให้กำลังใจเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ลูกค้า ชุมชน หรือผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอของเรา เรายังคงตั้งใจที่จะส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับชุมชนผู้ขับขี่ในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ของเราในปี 2024 และต่อจากนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเราและสร้างการเติบโตที่ มั่นคงต่อไป”
