กว่า 10 ปีที่อยู่ในวงการภาพยนตร์ “สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย ปรับตัวเองต่อเนื่องจากยุคอนาล็อคสู่ยุคดิจิทัล มาถึงวิกฤต COVID-19 ชี้ให้เห็นถึงดีสรัปชั่นมากมายที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางเดิน แน่นอนว่าแค่โมเดลการทำธุรกิจภาพยนตร์ในแบบเดิมๆ ไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไป เนื่องจากมีความเสี่ยง ด้วยต้นทุนการถ่ายทำสูง หากหนังไม่เกิดก็มีแต่จะเจ็บตัว
หลายปีมานี้ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จึงทรานส์ฟอร์มตัวเองสมชื่อด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ แตกธุรกิจออกเป็น 3 ขาเพื่อกระจายความเสี่ยง ได้แก่
ธุรกิจรับจ้างผลิตคอนเทนต์ให้กับแพลตฟอร์ม OTT อย่าง Netflix , Amazon Prime และ TrueID ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 ตามพฤติกรรมการดูหนังที่บ้านในช่วงล็อคดาวน์ โดยมีผลงานอย่างภาพยนตร์เรื่องเมอร์เด้อเหรอ ฆาตกรรมอิหยังวะ, The Whole Truth ปริศนารูหลอน ,DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย, The Adventures ผจญภัยล่าขุมทรัพย์หมื่นลี้ และซีรีส์ Good Doctor หมอใจพิเศษ เป็นต้น ต่อมาเป็นธุรกิจภาพยนตร์ ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของบริษัท และธุรกิจที่ 3 คือ ผลิตซีรีส์คอนเทนต์
โดยทั้ง 3 ธุรกิจหลังนี้ สง่ายอมรับว่าจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 360 องศา เพื่อให้ทันกับการแข่งขันที่เปลี่ยนไป
“ถ้าเราทำธุรกิจคนเดียวแบบเดิมไปไม่รอด เพราะภาพรวมการแข่งขันเวลานี้ มีคนทำคอนเทนต์เยอะขึ้นมาก โดยนอกจากผู้ผลิตคอนเทนต์จากฟรีทีวี และค่ายหนังแล้ว เจ้าของแพลตฟอร์ม OTT ก็หันมาผลิตโลคัลคอนเทนต์ ซึ่งตอนแรกมาด้วยการทำหนังก่อน แต่หลังๆ มานี้ผลิตซีรีส์เยอะมาก เพื่อดึงกลุ่มคนดูให้เข้ามาดูแพลตฟอร์มตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเจ้าของแพลตฟอร์มก็พร้อมที่จะทุ่มทุนเพื่อทำโปรดักท์ชั่นซีรีส์ให้มีคุณภาพไม่แพ้หนัง”
จำนวนคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงดีมานด์การใช้บุคลากรทั้งคนเขียนบท ผู้กำกับ และทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ในขณะที่ซัพพลายที่มีคุณภาพยังคงเท่าเดิม จนเกิดปัญหาการแย่งตัวบุคลากรเกิดขึ้น เวลาเดียวกันการผลิตบุคลากรใหม่ให้ได้คุณภาพก็ไม่ทันต่อความต้องการผลิตคอนเทนต์ในปัจจุบัน
ถ้าเหตุการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ จะทำให้การเดินไปข้างหน้าของอุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ล่าช้าไม่ทันกับการแข่งขันที่เกิดขึ้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่สง่า ลุกขึ้นมาต้องสร้างอีโคซิสเต็มในอุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ให้แข็งแรงด้วยการเดินหน้าจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีความชำนาญแตกต่างกันมาเป็นจิ๊กซอว์เติมเต็มให้อุตสาหกรรมเดินต่อไปได้เร็ว และดีกว่าเดิม
เขายกตัวอย่างอีโคซิสเต็มของเกาหลีว่ามีความแข็งแกร่งมาก เวลาจะทำโปรเจ็กท์ๆ หนึ่งเขามีตัวเลือกให้เลือกเป็นพันๆ คน ไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟ หรือคนเขียนบทเก่งๆ เวลาที่โปรดิวเซอร์เลือกก็จะเลือกจากบุคลากรที่มีอยู่ 2,000 คน โอกาสที่จะได้คอนเทนต์ดีๆ ย่อมง่ายกว่า
ตัดกลับมาที่เมืองไทย เชื่อมั้ยว่าคนเขียนบทดีๆ แบบมือฉมังมีเพียงหยิบมือ พูดง่ายๆ คือมีแค่ตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็คิวทอง หากใครต้องการว่าจ้างก็ต้องรอต่อคิวกันยาว
“ถามว่าคนเก่งๆ พอจะมีมั้ยในอุตสาหกรรมบ้านเรา ผมเชื่อว่ามีเยอะนะ เพียงแต่เราไม่มีเวทีให้เขาให้ลอง อย่าลืมว่าผู้กำกับหนังโฆษณาบ้านเราเก่งๆ ก็มี และเริ่มย้ายมาทำซีรีส์ และภาพยนตร์กันแล้ว เนื่องจากตอนนี้อุตสาหกรรมโฆษณาไม่ค่อยดี ในมุมของการถ่ายทำที่มีคุณภาพ กลุ่มนี้ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพ เพียงแต่ต้องมาปรับจูนทำความเข้าใจการทำหนังให้มีความสนุกมากขึ้น และมีวิธีในการนำเสนอ Storytelling ที่น่าสนใจ”
สง่า จับมือกับพาร์ทเนอร์ในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน อย่างในธุรกิจรับจ้างผลิต นอกจากจับมือกับแพลตฟอร์ม OTT แล้วเขายังจับมือกับสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในการพัฒนาบุคลากรกรซึ่งเป็นต้นน้ำของอีโคซิสเต็ม
“เราเอาไอเดียไปคุยกับ ม.กรุงเทพ ไม่อยากให้นักศึกษาเรียนจากทฤษฎีอย่างเดียว แต่อยากให้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติด้วย ทั้งการถ่ายทำ รวมถึงบรรยากาศในกองถ่าย ซึ่งจะสร้าง Passion ให้กับเด็กๆ จากนั้นก็เอาคนทำหนังเข้าไปช่วยออกแบบหลักสูตร และ Grooming ในแต่ละแผนก ทั้งฝั่งผลิต เขียนบท กำกับ ช่างกล้อง ให้เด็กรวมกลุ่มและ Pitching กัน จนออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง “DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย” จากนั้นเราก็ประสานงานเพื่อลงสตรีมมิ่งใน Netflix ปรากฏว่าหลังจากจบโปรเจ็กต์เรื่องนี้ กลุ่มนักศึกษาที่เข้าโครงการเกือบ 50 คนก็ไปเติบโตในอุตสาหกรรมสตูดิโอภาพยนตร์ และกลายเป็นคนที่มีคุณภาพประดับวงการนี้”
“อย่างที่บอกว่าวันนี้คอนเทนต์มากขึ้นแต่ยังไม่สมดุลกับการสร้างบุคลากรเท่าไหร่ ถึงรัฐบาลจะสนับสนุนนโยบายซอฟท์พาวเวอร์ แต่ผมว่าที่ควรทำจริงๆ คือ ทำตั้งแต่ต้นน้ำให้มีความแข็งแรงเอางบประมาณไปสร้างคนให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณจะดีกว่า เพื่อต่อยอดไปในอนาคตตีตลาดโลกได้”
และในต้นปีที่ผ่านมา ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ได้รับเงินทุน Funding มูลค่า 50 ล้านบาทจากกองทุน Asia Spring เพื่อคัดเลือกและ Develop ไอเดียในการทำภาพยนตร์เบื้องต้นแนว Asian Horror
ล่าสุดจับมือกับ คลาสรูม ทาเลนต์ ซึ่งเป็นความร่วมมือภายใต้แนวคิด The Talent Synergy ในส่วนของการดูแลผลิตคอนเทนต์ที่ได้มาตรฐานให้กับโปรเจ็กต์ A-Class ร่วมกัน หลังคว้าลิขสิทธิ์มังงะ BL (Boy’s Love) ชื่อดังจากญี่ปุ่น Given มาผลิตเป็น Given Series Thailand
“เรามองว่าการซื้อลิขสิทธิ์มาทำฉบับรีเมค เป็นการตีกรอบจินตนาการการทำงาน เราจึงคุยกับบริษัท Orb เจ้าของลิขสิทธิ์ Given ประเทศญี่ปุ่นในการทำคอนเทนต์ออกมาในรูปแบบการดัดแปลง (Adaptation) ไม่ใช่ฉบับรีเมค หมายถึงคาร์แรคเตอร์ตัวละครยังคงเป็นแบบเดิม แต่จะมีการตีความใหม่จากของเรา โดยดัดแปลงบทให้เข้ากับรสนิยม และตลาดในเมืองไทย ดังนั้น Given เป็น BL เหมือนต้นฉบับ แต่เพิ่มเติมรชาติความกลมกล่อมด้วยมิตรภาพ และความฝันของการเป็นนักดนตรี เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มคนดูที่กว้างขึ้นด้วย”
และนี่เป็นที่มาของการจับมือกับ สุทธิพงษ์ วัฒนจัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คลาสรูม ทาเลนต์ ในฐานะจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสร้าง Talent เจนเนอเรชั่นใหม่ๆ เพื่อถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งยังได้ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มาเป็น Exclusive Title Partnership โดยคาดว่าจะเริ่มสตรีมมิ่งประมาณไตรมาส 3 ปี 2568
“แม้การทำซีรีส์จะเหนื่อยกว่าทำหนัง แต่ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดใหญ่ เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตสื่อ BL ของเอเชียและเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ มีอัตราการเติบโต 20 % ในปี 2024 มูลค่าตลาดรวม 3 พันล้านบาท เราจึงเห็นโอกาสที่จะสร้างให้เกิด Given Series Thailand ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถสร้างฐานแฟนคลับในประเทศต่างๆ ที่จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจ Talent Management ผ่านอีเวนต์แฟนมีท เป็นซอฟท์พาวเวอร์ที่ไปตีตลาดโลกได้ในอนาคต”